เมื่อมีอายุมากขึ้น หลายคนเริ่มประสบปัญหาต่างๆเกี่ยวกับสายตา ไม่ว่าจะเป็นอาการเห็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว ซึ่งบ่อยครั้งที่ถูกมองว่าเป็นอาการของคนที่มีอายุมาก ทั้งที่จริง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนอันตรายอย่างโรคต้อกระจก

“คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับลักษณะอาการและการรักษา โรคต้อกระจก

โรคต้อกระจก คือ โรคที่เกิดการขุ่นของเลนส์ตา ซึ่งตามปกติเลนส์ตาจะมีลักษณะใส ทำหน้าที่ช่วยในการรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี แต่เมื่อเกิดต้อกระจก ทำให้แสงไม่สามารถเข้าไปในตาได้ตามปกติ ส่งผลให้มองเห็นไม่ชัดเจน หรือมีอาการตามัว

สาเหตุโรคต้อกระจก

-การเสื่อมตามวัย

-อุบัติเหตุบริเวณดวงตา

-การติดเชื้อในดวงตา

-ม่านตาอักเสบ

-การใช้ยาบางชนิด

-โรคทางพันธุกรรม อาจทำให้เกิดต้อกระจกเร็วกว่าปกติ

-บางรายพบต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด

อาการของโรคต้อกระจก

โรคต้อกระจกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น คือ ตามัว เห็นภาพชัดน้อยลง เห็นเป็นฝ้าๆ

ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมปล่อยจนเลนส์แก้วตาขุ่นมัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนเลนส์แก้วตาขุ่นทั้งหมด หรือที่เรียกว่า “ต้อกระจกสุก” ซึ่งสังเกตได้จากบริเวณตรงกลางม่านตาจะกลายเป็นสีขาวขุ่น อาจนำไปสู่การเกิดโรคต้อหินแทรกซ้อน และเป็นสาเหตุให้สูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้

การรักษาโรคต้อกระจก

ระยะแรกจะรักษาโดยการใช้แว่นสายตา เพื่อแก้ไขค่าสายตาที่อาจผิดปกติไปจากการเป็นต้อกระจก เช่น สายตาสั้น สายตาเอียง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้อกระจกมีความขุ่นมากขึ้น การใส่แว่นตาอาจไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นเพียงพอ จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งปัจจุบันใช้วิธีอัลตราซาวนด์เข้าไปสลายต้อกระจก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมขนาดเล็กเข้าไปทดแทน เพื่อให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติ

การป้องกันโรคต้อกระจก

-ถ้าเป็นน้อยๆ สามารถใส่แว่นสายตาช่วยแก้ไขสายตาสั้นหรือสายตาเอียงที่เกิดจากตัวต้อได้

-ใส่แว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงแสงยูวี

-พักสายตาเป็นระยะ เมื่อต้องใช้สายตาเป็นเวลานานๆ

-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

-ควรตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป.