หลังมีกระแสข่าวสมาชิกวุฒิสภา (สว. ) ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาฮั้วเลือกสว.ไม่พอใจ  หลังที่คณะกรรมการสืบสวน และไต่สวน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง( กกต. )และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) ได้นำหมายเรียกชี้แจงข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก ส.ว.ล็อตแรก 55 คน ไปปิดตามบ้านนั้น   จากนั้นได้มีการหารือข้อกฎหมายเพื่อพิจารณายื่นร้องเรียนกกต.ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) เพิ่มเติม เนื่องจากมองว่า การปิดหมายดังกล่าว เป็นการเลือกปฏิบัติ และถูกครอบงำให้องค์กรอื่นชี้นำครอบงำต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะกรณี นี้ แม้ระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อ 54 จะระบุให้การแจ้งหมายเรียกให้มาชี้แจง จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ก็จริง ใน 4 วิธี 1.ส่งด้วยตัวเอง 2.ส่งไปรษณีย์ 3.แจ้งโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ 4.แจ้งโดยปิดหมาย แต่แนวปฏิบัติที่ผ่านมาของกกต. หากผู้ถูกร้องไม่ได้จงใจหลีกเลี่ยงการรับทราบข้อกล่าวหา จะไม่ใช้วิธีการปิดหมายโดยทันทีแบบกรณีนี้ แต่จะส่งทางไปรษณีย์ให้ตอบรับ ถ้าส่งไม่ถึง จึงจะไปปิดหมายพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่นำภาพมาแจกสื่อแบบนี้

“ที่สำคัญยังทราบมาว่า เรื่องนี้มี 3 ใน 6 เสียงกรรมการกกต.ที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้อีกด้วย ดังนั้น ทางกลุ่มส.ว.เราจึงกำลังพิจารณาร้องกกต. เพราะถือว่า ไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของตัวเองชัดเจน ปล่อยให้มีภาพปล่อยการบุกไปตามบ้าน ถือเป็นการดิสเครดิตส.ว.อย่างชัดเจน” แหล่งข่าวระบุ

ด้าน “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร “ อดีตกกต. ได้ให้ความเห็นกรณี หมายเรียก สว.ไปให้ปากคำว่า 1. เป็นหมายเรียก  ที่ออกโดยฝ่ายสืบสวน ของ กกต. ลงนามโดยรองเลขาธิการ กกต. ที่คุมงานด้านการสืบสวน สอบสวน  2. การออกข่าว ติดหมายเรียกหน้าบ้าน เชิญผู้สื่อข่าวไปทำข่าว เป็นการเล่นใหญ่เกินเบอร์ เพราะปกติ ฝ่ายสืบสวนก็เคยมีหมายเรียกแบบนี้ เป็นพัน เป็นหมื่นราย ก็ใช้ส่ง จม. ลงทะเบียนถึงผู้ถูกเรียกเท่านั้น

3. ไม่มีการเปลี่ยนสภาพ หมายเรียก เป็นหมายจับ เหมือนหมายเรียกของตำรวจ เพราะเป็นแค่หมายเรียกของ กกต. 4. ผู้ถูกหมายเรียก จะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่ถ้าไม่ไป เพราะกับยอมรับการเสียสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในฟากของตัวเอง 5. แนะนำว่า ควรไป อย่างน้อยที่สุดได้รับทราบข้อกล่าวหา และ ได้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีฝ่ายตน

ด้าน “นายอิทธิพร บุญประคอง”  ประธานกกต.ให้ความเห็นกรณีสว. ตั้งประเด็นว่า กกต.ทำเกินไปหรือไม่ เนื่องจากออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาโดยที่ไม่มีการแจ้งผ่านจดหมายทางไปรษณีย์หรือตามขั้นตอนที่ กกต.เคยดำเนินการ ว่า คำว่ากกต.หมายถึงได้ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ กกต.ประจำจังหวัด กกต.เจ้าหน้าที่สำนักงานและ กกต. แต่ว่าเรื่องการปิดหมาย การส่งหมาย หรือการส่งหนังสือแจ้งนัดตามระเบียบ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ที่แต่งตั้งขึ้นจำนวน 25 ชุด และบวกอีกหนึ่งชุด คือคณะที่ 26 ซึ่งเป็นคณะพิเศษ อำนาจหน้าที่ดำเนินการเช่นนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจของเขาว่า จะเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองว่าการเลือก สว.มีเรื่องร้องเรียนหลายเรื่อง แต่เหตุใดหยิบประเด็นฮั้วขึ้นมาพิจารณาก่อน นายอิทธิพรกล่าวว่า ไม่ได้หยิบ เป็นกระบวนการที่เราทราบว่าตั้งแต่มีการเลือก สว. กกต.ได้แจ้งจำนวนตัวเลข คำร้องเรียนมาเรื่อยๆ และแจ้งว่าส่วนที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรา 77 (1) ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องฮั้ว ก็กำลังดำเนินการอยู่ ได้มีการรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ ว่าดำเนินการไปเท่าไรแล้ว ทุกอย่างมีความคืบหน้ามาโดยตลอด ไม่ได้เร่งเป็นไปตามเวลา เพราะกำหนดกรอบเวลาไว้ว่าจะปฏิบัติให้เสร็จในทุกสำนวน คือ 1 ปี เมื่อถามย้ำว่า เรื่องนี้ถูกมองว่าทางดีเอสไอ มาบีบการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า ไม่ได้บีบ ขอย้ำอีกครั้งว่า กกต.ขอให้ดีเอสไอ แต่งตั้งเจ้าพนักงานที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 เป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีใครมาบีบใคร

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ถูกมองเป็นการเมือง กกต.กังวลหรือไม่ ประธาน กกต.กล่าวว่า ไม่ ตามที่เรียนมาตลอดว่ากกต.เวลาทำอะไรยึดขั้นตอนตามกฎหมาย เราทราบดีถึงแรงกดดันภายนอก แต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะว่า กกต.มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติได้เป็นไปตามกฎหมายมากที่สุด ก็จะแสดงให้เห็นว่า กกต.ไม่ได้ทำไปเพราะเห็นอย่างอื่น เราทำตามกฎหมาย

ขณะที่ “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตการดำเนินคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นเกมการเมือง ว่า จะไปมองเป็นเกมการเมืองได้อย่างไร สังคมเห็นกันหมดว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร มีการฮั้วสว.เกิดขึ้น มีการรวมตัวกันที่ไหน โรงแรมไหน มีเส้นทางการเงินอย่างไร การดำเนินการของกกต. หรือดีเอสไอ เพราะมีคนไปร้อง ถ้าไม่ทำจะถูก 157 และสว. มีความสำคัญมีหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ ทุกคนยอมไม่ได้ การบังคับใช้กฎหมายไม่ต้องมีพรรคมีพวก ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้สังคมจะอยู่ไม่ได้

“ เพราะถ้าสังคมไม่ยอมรับการเลือกองค์กรอิสระก็จะเกิดปัญหา บ้านเมืองไหนไม่เกิดความยุติธรรมสังคมก็จะอยู่ไม่ได้ ยืนยันไม่ใช่เรื่องการเมือง ถ้าไม่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในกระบวนยุติธรรมก็จะเสื่อม เป็นหน้าที่ กกต. และดีเอสไอต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมือง เราต้องให้กำลังใจ กกต. ดีเอสไอ ด้วยซ้ำไป ทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง ให้กำลังใจให้ตรงไปตรงมาโปร่งใสที่สุด เรื่องนี้คนจับตา เขากลัวอย่างเดียวอย่าให้มีมวยล้มต้มคนดูเท่านั้นเอง”นายวิสุทธิ์ กล่าว

เชื่อว่ากระบวนการดำเนินคดีฮั้วสว.  คงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด  เพราะเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย และมีผลทางการเมือง   อีกทั้งยังถูกมองว่า การตรวจสอบครั้งนี้อาจหวังผลบางประการ จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กกต.และดีเอสไอ ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ”นายทักษิณ ชินวัตร “อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้มากบารมีในรัฐบาล  หลังจากคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาผลการสอบสวนจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์รพ.ราชทัณฑ์และแพทย์รพ.ตำรวจ เกี่ยวกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ  ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยมีมติให้ลงโทษแพทย์ 3 ราย แยกเป็นว่ากล่าวตักเตือน 1 ราย ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ราย กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง  ซึ่งตามขั้นตอนต้องส่งมติของคณะกรรมการแพทยสภาให้สภานายกพิเศษ (รมว.สาธารณสุข) ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 มาตรา 25 วรรคสาม ซึ่ง รมว.สาธารณสุข.อาจมีคำสั่งยับยั้งมติได้ หรือถ้าไม่มีคำสั่งใดๆ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ รมว.สธ.ได้รับมติ ให้ถือว่า รมว.สธ.ให้ความเห็นชอบมตินั้น

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านนายทักษิณ ก็เตรียมกิจกรรมขยายผล หลังจากมติแพทยสภามีความชัดเจน โดย”นายพิชิต ไชยมงคล” แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ใส่รองเท้าผ้าใบแล้วไปต่อ  โดยแจกแจงถึงการกิจกรรมในรูปแบบต่าง  ประกอบด้วย วันจันทร์ที่ 12 พ.ค. รวมพลไทยไม่เสียดินแดน จ.สุรินทร์ ขึ้นปราสาทตาเมือนธม อังคารที่ 13 พ.ค. หน้าทำเนียบรัฐบาล แพทองธารออกไป รับผิดชอบ ชั้น 14 พุธที่ 14 พ.ค. สถานทูต มาเลเชีย ยื่นหนังสือให้นายอันวาร์ อิบราฮิม ทบทวนตั้ง ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียน เพราะจะกลายเป็นเงื่อนไขหลบหนีคดี พฤหัสที่ 15 พ.ค. ไปกระทรวงสาธารณสุข ยื่นหนังสือ ไม่ให้ รมว.สาธารณสุขแทรกแซง มติแพทยสภา  

ขณะที่” กรมราชทัณฑ์ “ เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุ จากกรณีที่มีสื่อมวลชนได้มีการเผยแพร่ข่าว และพาดหัวกล่าวว่า “รพ.ราชทัณฑ์” เล็งฟ้องศาลเพิกถอนมติแพทยสภา” อันเกิดจากมีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย จากกรณีการรักษาพยาบาลนายทักษิณ ชินวัตร ณ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 นั้น ขอเรียนว่าทัณฑสถานรพ.ราชทัณฑ์ได้รับทราบ ข่าวสารเกี่ยวกับมติที่ประชุมแพทยสภา ในการพิจารณากรณีจริยธรรมของแพทย์ ในการส่งนายทักษิณ ออกรักษาตัว ณ รพ.ตำรวจ ผ่านการเผยแพร่จากสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยของกระทรวงสาธารณสุข โดยรมว.สาธารณสุข  จึงยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งข้อมูลที่สื่อมวลชนนำออกมาเผยแพร่นั้น อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม และอาจส่งผลกระทบระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อีกทั้ง บุคลากรทางการแพทย์ ในสังกัดกรมราชทัณฑ์ ยังคงยึดหลักปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2559 เสมอมา ดังนั้น จากกรณีดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ ยังอยู่ในระหว่างรอคำวินิจฉัยต่อไป

 ด้าน “นายนพดล ปัทมะ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท.  และ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ กรณีชั้น 14 ที่พาดพิงถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้เปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ตัดสินไปล่วงหน้า ไม่อยากเห็นการกดดันกระบวนการยุติธรรม  แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบใครก็ตามแต่ ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและความยุติธรรมให้เกิดขึ้น และอยากเห็นสังคมไทย มีความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน และพิจารณาเหตุการณ์ความเป็นมาของเรื่องนี้ โดยดูความเป็นมาทั้งหมด ไม่ตัดตอนในบางช่วง นอกจากนั้น การสอบสวนหรือการดำเนินการใดๆตามกฎหมายนั้น ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ โดยไม่ควรไปสร้างแรงกดดันให้กับกระบวนการยุติธรรม  ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้

ก่อนที่จะถึงวันที่ 13 มิ.ย. ซึ่งศาลฎีกาฯจะมีการไต่สวนประเด็นชั้น14 รพ.ตำรวจ เชื่อว่า  กรณี ประเด็น“นายทักษิณ” จะยังถูกเกาะติดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งผลการวินิจฉัยของแพทยสภา ที่มีลงโทษแพทย์3 คน  ช่วยเพิ่มน้ำหนัก ให้คนที่เชื่อว่า อดีตนายกฯ ไม่ได้ป่วยวิกฤติ และไม่ควรรักษาตัวอยู่ที่รพ.ตำรวจเป็นเวลานานถึง 6 เดือน.