สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ว่า ผู้นำสหรัฐกล่าวขณะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ว่า ราคาของยาในประเทศ ควรลดลงอย่างน้อย 59% และในบางกรณีอาจลดลงถึง 80-90% เนื่องจากสหภาพยุโรป (อียู) ใช้กลวิธีที่โหดร้าย เพื่อบังคับให้บริษัทยา ขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าในอาณาเขตของตน
ภายใต้แผนดังกล่าว ทรัมป์ตั้งเป้าที่จะกำหนดนโยบาย “Most Favored Nation” หรือชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง เพื่อตรึงราคาของยาที่ขายในสหรัฐ ไว้ให้อยู่ในระดับต่ำสุดที่ประเทศอื่นจ่าย
ทรัมป์กล่าวว่า แม้สหรัฐจะมีประชากรเพียง 4% ของประชากรโลก แต่บริษัทยากลับทำกำไรได้มากกว่า 2 ใน 3 นอกจากนั้น ทรัมป์อ้างว่า บรรดาผู้บริหารบริษัทยาเปิดเผยกับเขาว่า “สหภาพยุโรปโหดร้ายกับพวกเขามาก” ขณะที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันได้รับการปฏิบัติเหมือน “เหยื่อ” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคายาลดความอ้วน “โอเซมปิก” ที่มีราคาถูกกว่ามากในยุโรป
"We'll slash the cost of prescription drugs, and we will bring fairness to America. Drug prices will come down. We're gonna cut out the middlemen and facilitate the direct sale of drugs at the most favored nation price directly to the American citizen." –President Trump pic.twitter.com/lHmuHlJWfy
— The White House (@WhiteHouse) May 12, 2025
ทั้งนี้ทั้งนั้น แผนของทรัมป์ขึ้นอยู่กับบริษัทยาเป็นหลัก และอาจเผชิญกับการท้าทายทางกฎหมาย ซึ่งผู้นำสหรัฐมอบหมายให้นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุข เจรจากับบริษัทยาเพื่อลดราคา ในช่วงเดือนหน้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทยาบางแห่งโต้แย้งว่า ราคาเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายารักษาโรคชนิดใหม่ โดยอีไล ลิลลี ซึ่งเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลควรดำเนินการต่อต้าน “ค่าคอมมิชชัน” จากคนกลางในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทประกันสุขภาพ และโรงพยาบาล เนื่องจากต้นทุนยากว่า 60% ของบริษัท ตกอยู่ในกระเป๋าของบุคคลเหล่านี้
ด้านนายเบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ เตือนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคายาที่ต่ำเกินไปในยุโรปและแคนาดา แต่ปัญหาอยู่ที่อุตสาหกรรมยา ซึ่ง “โลภมากเป็นพิเศษ” และทำกำไรได้มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว จากการ “ฉ้อโกง” ประชาชนอเมริกัน.
เครดิตภาพ : AFP



