นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวคิดจะโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้มาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม และแลกด้วยการขอองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า เป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งในต่างประเทศก็ดำเนินการในลักษณะนี้ ให้รถไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานเดียว โดยกระทรวงคมนาคมก็พร้อมรับโอน และต้องการบริหารรถไฟฟ้าให้เป็นระบบ และมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว

ส่วนแนวคิดการขอแลกกับ ขสมก. นั้น ก็เป็นความคิดที่ดีเช่นกัน เพราะปัจจุบันรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ส่วนใหญ่ให้บริการอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็น่าจะเกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ ตนไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขณะนี้ กทม. ยังไม่ได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงคมนาคม แต่หากมีโอกาสได้เจอนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. ก็จะถามถึงเรื่องนี้ด้วย
ขณะที่ความคืบหน้าเรื่องการโอนรถไฟฟ้า 3 สายของ กทม. ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง-สาทร ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการปฏิบัติเรื่องการโอนของหน่วยงานระหว่าง กทม. และการรถรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

นายสุริยะ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายทุกสาย ด้วยว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งมีการแก้ไขเพื่อให้สามารถนำกำไรสะสมของ รฟม. ไปสนับสนุนกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมในการชดเชยมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ โดยเดิมมีแผนเสนอ ครม. สัปดาห์นี้ แต่เนื่องจากมีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รวมทั้งการจะนำเงินจาก รฟม. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไปใช้ ต้องหารือถึงแนวทาง และรายละเอียดการใช้เงินกับกรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลังก่อน แต่ที่ผ่านมา รฟม. ไม่ได้หารือ จึงต้องดำเนินการในขั้นตอนนี้ให้เรียบร้อย เพื่อให้สามารถนำเงินไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ต้องเลื่อนการนำเสนอร่างดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม. ออกไป
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า การหารือต้องให้แล้วเสร็จ และเสนอ ครม. ภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้สามารถนำร่าง พ.ร.บ.รฟม. เข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญในวันที่ 28-30 พ.ค. นี้ ได้ ขณะเดียวกันต้องเพิ่มเติมเงื่อนไขในร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อให้กองทุนฯ ตั๋วร่วมสามารถรับเงินอื่นได้นอกเหนือจากเงินบริจาคด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ขณะนี้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 แล้ว โดยจะมีการเพิ่มเติมเงื่อนไขดังกล่าวในการประชุมวาระที่ 2 และ 3 คาดว่าจะมีการประชุมประมาณเดือน ก.ค. 2568

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้แล้วเสร็จ และถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องการแก้ไขกฎหมาย รวมถึงการเจรจาหารือต่างๆ เป็นเรื่องภายในที่กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปจัดการกันให้เรียบร้อย ประชาชนไม่ต้องห่วงกังวล จะเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอน เพื่อทำให้ประชาชนได้รับสิทธิค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายกับรถไฟฟ้าทุกสายได้ในวันที่ 30 ก.ย.2568 ตามที่เคยประกาศไว้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ประชาชน
นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า สำหรับตัวเลขเงินชดเชยผู้ประกอบการจากมาตรการดังกล่าว ยังอยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านบาทต่อปี ส่วนที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) เสนอแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล ระยะ (เฟส) ที่ 2 ต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอ ครม. นั้น ยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว แต่การจะนำเสนอ ครม. ได้นั้น จะรอให้การเจรจาระหว่าง รฟม. และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เรียบร้อยก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง ขณะที่ตัวเลขเงินชดเชย 9,500 ล้านบาทต่อปีนั้น ยังไม่ได้เห็นว่าเป็นตัวเลขที่มาจากไหน

ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางการดำเนินมาตรการฯ เฟสที่ 2 ที่ ขร. เสนอให้เริ่มตามกรอบงบประมาณปี 2569 (1 ต.ค. 2568-30 ก.ย. 2569) หรือตามที่ ครม. กำหนด นายสุริยะ กล่าวว่า ยังยืนยันตามกรอบเวลาเดิมวันที่ 30 ก.ย. 2568.



