“พี่เช ทีนโซน” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มด้านการตลาดและนวัตกรรม ของเครือกลุ่มบริษัทเดนท์สุฯ ประเทศไทย และคุณรัฐวุฒิ ชัยวงศ์ขจร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บ.บู่ 1924 จำกัด 2 จาก 6 ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะ ที่มาดูแลโปรเจกต์พิเศษ Artist Hunters ในโครงการ GRAD and GLOW Arts Thesis Showcase เพื่อค้นหาศิลปินหน้าใหม่เพื่อผลักดันศิลปินไทยไปสู่ระดับสากล

GRAD and GLOW Arts Thesis Showcase คือโครงการที่จะมาช่วยยกระดับประสบการณ์ด้านศิลปะ เปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงผลงานศิลปนิพนธ์สู่สายตาชาวโลก พบปะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในวงการสร้างสรรค์และศิลปะไทย ร่วมชมผลงาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานศิลปะแก่นักศึกษา เพื่อเสริมศักยภาพและค้นหาศิลปินรุ่นใหม่ไปทำงานร่วมกับองค์กร ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม จนถึง 24 พฤษภาคม 2568 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

ในงานนี้ยังมีโปรเจกต์พิเศษ Artist Hunters เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะ ร่วมชมผลงานของนักศึกษา และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานศิลปะให้กับนักศึกษา เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งค้นหาศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และมีแนวทางในการพัฒนาผลงานเข้าร่วมงานระดับองค์กรต่อไป

โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะทั้ง 6 ท่าน ที่จะมาตามหาศิลปินหน้าใหม่ ได้แก่

  1. คุณรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
  2. คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มด้านการตลาดและนวัตกรรม ของเครือกลุ่มบริษัทเดนท์สุฯ ประเทศไทย
  3. คุณประภาพร แซ่บู่ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บ.บู่ 1924 จำกัด
  4. คุณรัฐวุฒิ ชัยวงศ์ขจร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บ.บู่ 1924 จำกัด
  5. คุณชีวา ลาภินตั้งสุทธิ Executive Director ArtVentureNFT Co., Ltd.
  6. คุณกษิติ สังข์กุล Films director และผู้ก่อตั้งบริษัท Penny Lane Films

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในแวดวงศิลปะ โดยเฉพาะศิลปินรุ่นใหม่ นี่คือการพูดคุยที่น่าสนใจมาก ๆ เราไปเริ่มกันที่คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มด้านการตลาดและนวัตกรรม ของเครือกลุ่มบริษัทเดนท์สุฯ ประเทศไทย

คุณโอลิเวอร์มองหาอะไรจากงานนี้ครับ?
“อันดับแรกเลย คือมาให้กำลังใจน้องๆ นะครับ แล้วก็มาดู Art direction ของน้องๆ รุ่นใหม่ ผมเชื่อว่า Art มันเป็นภาษาที่เชื่อมโยงได้กับทุกๆ เจเนอเรชั่น และที่สำคัญที่สุดเลย มันไม่ใช่แค่ศิลปะที่ให้แค่อารมณ์สุนทรีย์นะครับ ในโลกยุคนี้มันสามารถนำไปสร้างมูลค่า มันสามารถนำไปเกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจได้ หนึ่ง อยากจะห้กำลังใจ สอง มาดูว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้างนะครับ สาม ถ้าเกิดเราสามารถทำอะไรร่วมกันได้ก็ยินดีครับ เพราะผมคิดว่ายุคนี้มันเป็นยุคที่ภาควิชาชีพต้องมาเจอกับภาควิชาการให้มากขึ้น”

เท่าที่เดินดูงานมีชิ้นไหนที่น่าสนใจบ้างครับ?
“ผมเติบโตมาในแวดวงความคิดสร้างสรรค์ ในหมวดหมู่ของการพัฒนากลยุทธ์แบรนด์นะครับ เพราะฉะนั้น ผมค่อนข้างจะเจองานที่มันเตะตา ในภาพของการออกแบบอัตลักษณ์แบรนดิ้ง ผมรู้สึกว่าเมืองไทยเรามีสินค้าดีๆ เยอะมาก แต่คนไทยเราฉลาด แล้วก็เก่งในแง่ของการทำให้คนอื่นรวย แต่เราไม่สามารถเอามาทำให้ตัวเราเองรวยได้ การบริหารอัตลักษณ์ และการทำแบรนดิ้งดีไซน์ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญมากๆ เลยครับ ที่ทำให้คนไทยไม่ใช่ขายสินค้า แต่ขายแบรนด์ ตอนนี้เรามีสินค้าแล้ว ถ้าเกิดเราเอาโปรดักส์มาเจอกับครีเอทีฟไอเดีย ก็จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้”

คิดว่าโครงการนี้ช่วยสนับสนุนคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้างครับ?
“เราอยู่ในยุคที่ Know-How อย่างเดียวมันเอาไม่อยู่แล้วนะครับ ในยุคที่ความเป็นไปได้ แล้วก็โอกาสทางธุรกิจมันมีได้ทุก ๆ วัน Know-Who บางครั้งมันสำคัญกว่า Know-How บางครั้งเราหากันไม่เจอ อันนี้จริงเลยนะ โอกาสในลักษณะนี้ อยากให้ทางภาควิชาชีพกับภาควิชาการมาเจอกันให้บ่อยขึ้น แล้วน้องๆ ที่เรียนเรื่อง Art ก็ต้องออกมามี Networking ให้มากขึ้นด้วย วินัยในการขยาย Network สำคัญ”

โครงการนี้อยากจะพัฒนาศิลปินไปสู่ระดับสากล คิดว่ามันจะมีวิธีการอะไร-ยังไงบ้างครับ?
“ในเหลี่ยมมุมของการทำศิลปะเชิงพาณิชย์นะครับ มันมีหลายกิ่งก้าน มันมีหลายแง่ ผมคงมองจากมุมของบริษัทเอเจนซีโฆษณา กับบริษัทของเอเจนซีที่บริหารสื่อแล้วกันนะครับ อย่าง เดนท์สุฯ เราเป็นบริษัทบริหารสื่อ แล้วก็ทำเรื่องของครีเอทีฟ Market Share อันดับหนึ่งของประเทศไทย เราทำงานให้กับ 400 กว่าแบรนด์ ทั้งในและนอกประเทศ สิ่งหนึ่งที่เรามองว่ามันสามารถที่จะเริ่มคิดร่วมกันได้ คือการเปิดโอกาสให้น้องๆ รุ่นใหม่เข้ามาทำงานร่วมกับเรา หรือเราเป็น Connector เพื่อที่จะทำให้มันมuผลงานเชิงประจักษ์ออกมา”

หลักเกณฑ์ในการพิจารณางานของน้องๆ ครับ ใช้อะไรในการตัดสินว่าอะไรที่น่าสนใจ?
“ผมคิดว่าเด็ก Art เราดีไซน์จาก Based On ความชอบ ความสนุก อารมณ์ความรู้สึก แต่ถ้าเกิดมาในแง่ของ Art ที่ต้องเอาไปเกื้อหนุนภาพในเชิงพาณิชย์เนี่ย มุมกลยุทธ์สำคัญมาก กลยุทธ์ของแบรนด์ กลยุทธ์ของงานศิลป์ สำคัญมากนะครับ เพราะว่าเมื่อไหร่ที่กลยุทธ์ของแบรนด์กับกลยุทธ์ของงานศิลป์มาเจอกัน มูลค่าของงานดีไซน์ เราจะไม่ได้เถียงกันในแง่ของจำนวนเงินแล้ว แต่มันจะถกเถียงกันในแง่ของคุณค่า ที่ว่าอะไรตอบโจทย์ได้ดีที่สุด งานดีไซน์มันมีตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาทจนกระทั่งเป็นแสน หรือบางโปรเจกต์เป็นล้านนะครับ ถ้าเกิดเราลองไปมองดูเนี่ย ธุรกิจของคนไทยเราจ้างศิลปินเมืองนอกในการทำแบรนดิ้งดีไซน์ บางโปรเจกต์เนี่ย 20-30 ล้านเป็นเรื่องธรรมดามากเลย แต่ 20-30 ล้านผมกล้ารับประกันเลย ถ้าเกิดบอกว่าใช้คนไทยทำเนี่ย เรามักจะมองว่าแพง คนไทยต้องสามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวเองได้นะครับ อาจจะต้องมีมุมมองที่ global มากขึ้น ต้องเรียนรู้กลิ่นอาย จริตของแบรนด์ จริตของทิศทางศิลป์ให้มากขึ้น เพราะเมื่อไหร่ตรงนี้มาเจอกันแล้ว เรามีความนานาชาติมากขึ้น มันจะทำให้ค่าตัวของเรา หรือมูลค่าที่เราผลิตเนี่ย มันสะท้อนข้อเท็จจริงที่มันควรจะเป็น ไม่ใช่ความรู้สึก”

องค์ประกอบศิลป์ที่คุณโอลิเวอร์มองว่าสำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก?
“หนึ่ง คือ ความโดดเด่น องค์ประกอบศิลป์ที่ดีเนี่ย มันไม่ควรเป็นภาพ แต่มันควรเป็นภาษาศิลป์ที่มัน Connect กับเรา ภาษาศิลป์ที่ Connect กับเราแปลว่าอะไร แปลว่ารูปแบบ ความสมดุล รูปแบบของการเลือกจุดจดจำ สำคัญมาก การใช้สัญลักษณ์สำคัญมาก
หรือแม้กระทั่งการที่เราต้องเข้าใจอุตสาหกรรมนั้นๆ สำคัญมาก อย่างบางอันเนี่ยที่ดูแล้วปัดตกไปเลยก็มีนะฮะ อันนี้ทำการบ้านมาน้อยมาก คุณเป็นร้านกาแฟรายเล็ก คุณไม่ควรใช้อะไรที่ซ้ำกับรายใหญ่ งานศิลป์ที่ดีที่มันจะเอาไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ คุณต้องเข้าใจแนวคิดในเชิงกลยุทธ์ด้วย ถ้าเกิดคุณเข้าใจแนวคิดเชิงกลยุทธ์เนี่ย อันดับแรกคุณจะรู้แล้วว่า คุณทำไปแข่งกับใคร คุณทำไปคุยกับใคร แล้วตัวคุณจะเป็นอะไร พอคุณคิดมองแบบนี้ปุ๊บ ไอ้ไอเดียที่คุณนำเสนอ มันจะลบข้อกังขาของสามมุมนี้ได้หมดเลย”

คุณสมบัติในตัวศิลปินที่คุณโอลิเวอร์มองหาคืออะไรครับ?
“น้องๆ อาจจะยังไม่ได้มีรอบบินที่สูงมาก น้องๆ สามารถทำได้ ดีไซน์ได้ แต่สุดท้ายสิ่งที่เราคาดหวังคือ น้อง ๆ ต้องถ่ายทอดได้ ต้องสื่อสารได้ ต้องเล่าสิ่งที่น้องเห็นให้เราฟัง ให้เรารู้สึก ให้เราเคลิ้มตามได้ เพราะบางทีของมันอาจจะ 5 บาท แต่พอเล่าให้เราฟังอาจจะกลายเป็น 500 Salesmanship สำหรับงาน Commercial Arts ก็สำคัญ”

อยากให้คุณโอลิเวอร์ให้คำแนะนำแก่น้อง ๆ ศิลปินที่กำลังมีปัญหาหรือเจออุปสรรคอยู่
“ผมเชื่อในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เมืองไทยควรจะต้องสนับสนุนมากๆ เลย คือการที่จะต้องเปิดโอกาสให้ Young Leader เราไม่ควรว่าน้องเป็น Junior คำว่า Junior ควรเลิกใช้แล้วครับ ควรมองว่าเขาคือ Next Generation Leader เมื่อไหร่ที่เราไม่ไปตีตราเขาว่าเป็น Junior ศักยภาพของเขาจะออกมามากขึ้น ความน่าสงสารของประเทศนี้ เราอยากได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ แต่บริษัทใหญ่ ๆ มักไม่ยอมให้โอกาสเพื่อให้เขาสร้างประสบการณ์ เราจะเอาคนที่ไม่มีประสบการณ์เข้ามาทำงานได้อย่างไรครับ ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วในมุมของวงการศิลปะนะครับที่ต้องเปิดโอกาส แล้วก็ภาควิชาชีพกับภาควิชาการต้องเจอกันมากขึ้น น้องๆ ก็ต้องก้าวเข้ามา เอามือเปื้อนอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ไม่ใช่อยู่แต่ในมุมที่ตัวเองชอบ ที่ตัวเอง Comfort”

คุณโอลิเวอร์คิดว่าคุณสมบัติสำคัญของศิลปินที่จะสามารถก้าวไปสู่ระดับสากลได้มีอะไรบ้าง?
“งานต้องดีก่อน เราต้องหลงใหลกับสิ่งที่เราทำ เราต้องรู้สึกลุ่มหลงกับมัน จนกระทั่งมันออกมาแล้วเป็นงานดี เมื่อไหร่ที่เราลุ่มหลงแล้วมีงานดี สิ่งที่มันตามมาคือ คนอยากได้เรา แล้วเมื่อไหร่คนที่เข้ามาหาเรา เขาเห็นคุณค่าที่เราทำ เวลาที่เราจะสร้างมูลค่า มันจะง่ายขึ้น”

การที่ไอคอนสยามจัดงานครั้งนี้ คิดว่ามันช่วยพัฒนาวงการศิลปะของเราอย่างไรบ้าง?
“ผมคิดว่ามันเป็นเวทีที่ทำให้อย่างน้อย ๆ ตัวผมเองก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้เข้ามาเจอน้องๆ ได้ปล่อยของ คือการจัดงานนิทรรศการในลักษณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยหรือทางสถาบันการศึกษาควรเลิกจัดในมหาวิทยาลัยได้แล้ว มหาวิทยาลัยควรออกมาข้างนอกได้แล้วครับ ทุกวันนี้การเรียนรู้และความรู้มันไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัย ความรู้มันอยู่ได้ทุกที่ ควรเอาความรู้มาอยู่ในอุตสาหกรรม แล้วจับมือกับภาคอุตสาหกรรมแล้วเดินไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น การที่ทางไอคอนสยามเปิดให้มันเป็นแพลตฟอร์มนะครับ แล้วทำให้มันเป็นเวทีให้น้อง ๆ ได้ปล่อยของ เป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรทำครั้งเดียวจบ ควรทำให้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทำให้คนเขามีภาพจำเลยว่า ตรงนี้มันเป็นพื้นที่แห่งโอกาส พื้นที่ ๆ ฝั่งของภาคเอกชนสามารถมาเจอน้องๆ ได้ด้วย ในอนาคตผมคาดหวังว่า อยากให้มีการจับมือร่วมกัน แล้วก็สร้างมูลค่าจากคนรุ่นใหม่ด้วยกัน”

ในมุมมองของคุณโอลิเวอร์ นอกจากจะเป็นงานจัดแสดงวิทยานิพนธ์ ทางไอคอนสยามยังสามารถจัดงานในรูปแบบไหนได้อีกบ้างเพื่อสนับสนุนน้อง ๆ?
“ไอคอนสยามมี Stakeholder หรือ Partner ที่ทำงานงานด้วยเยอะมาก ถ้าเกิดไอคอนสยามเป็น Gateway ในการจับน้อง ๆ ไปอยู่ในสิ่งที่ใช่ หรือเอาไปเชื่อมโยง อย่าไปมองว่าเราเป็นแค่ Exhibition แต่มองว่าเราเป็น Gateway สู่ Endless Possibilities ถูกไหมฮะ ลองมองสิว่า ถ้าเกิดเราสามารถบ่มเพาะน้อง ๆ กลุ่มหนึ่งที่ทำเรื่องงาน Design Packaging ได้ ชั้นล่างของไอคอนสยาม โซนสุขสยามเป็นของคนไทยหมดเลย เป็นชาวบ้านมาเปิดร้าน ถ้าเอาชาวบ้านมาเจอกับน้อง ๆ จากโปรดักส์มันจะมาเจอกับแบรนด์ แล้วโปรดักส์กับแบรนด์มาเจอกันมันคืออะไร มันคือ Brand Marketing ที่มันสร้างมูลค่าได้เป็นสิบเท่า ผมคิดว่ามันควรจะเป็นเรื่องของการทำ Matching การเอาคนที่มีฝีมือ มาเจอคนที่มีความสามารถในการผลิต”

กรณี Matching ระหว่างน้อง ๆ กับชาวบ้าน มันต้องมีนายทุนเข้ามาด้วยไหมครับ หรือว่าทั้งคู่สามารถไปได้เลย?
“ผมว่าขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ มันทำได้หมดครับ คือมุมของนายทุนเอง ยิ่งเป็นกลุ่มทุนที่ใหญ่ สิ่งที่เราควรทำมากที่สุดคือ การเหลียวหลังแลหน้า แล้วพาคนตัวเล็กให้ไปกับคนตัวใหญ่ ความหลากหลายในพหุวัฒนธรรมของประเทศเรา ทุกคนต้องไม่มองที่ไซซ์ แต่มองที่ Passion Point ผมคิดว่ามันมีรูปแบบการเชื่อมโยงได้หลายทิศทาง”

อยากให้คุณโอลิเวอร์ฝากอะไรถึงน้องๆ ศิลปินรุ่นใหม่
“เป็นกำลังใจให้นะครับ แล้วก็อย่าลดราวาศอกกับความลุ่มหลงในสิ่งที่ตัวเองรัก งานศิลปะจะมีมูลค่าได้ ต่อเมื่อเราทำสิ่งที่ตัวเองรัก ไปทำให้คนเขาอยากได้ในสิ่งที่เรารัก และในวันที่คุณประสบความสำเร็จ คุณจะรู้ว่าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วคุณจะไม่เหนื่อยด้วย งานของคุณทุกวันคือความสนุกที่สามารถเลี้ยงดูตัวคุณเองและครอบครัวได้ และที่สำคัญที่สุดคือพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ แล้วก็ขับเคลื่อนทุกอย่างให้มันไปด้วยกันในลูปเดียวกันได้”
++++++++++++

ไปต่อกันที่การพูดคุยกับคุณกอล์ฟ รัฐวุฒิ ชัยวงศ์ขจร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บ.บู่ 1924 จำกัด

คุณกอล์ฟคิดว่าโครงการนี้ช่วยสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่อย่างไรบ้างครับ?
“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกท่านที่จัดงานนี้ขึ้นมานะครับ เรียนตามตรงว่าโครงการนี้เป็นการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่อย่างแท้จริงครับ ประการแรกเลยคือ พวกเขามีเวทีในการนำเสนอผลงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ประการที่สองคือ เวทีนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พบปะกับผู้ที่สนใจผลงานของพวกเขาจริงๆ ครับ ก็เห็นว่ามีชาวต่างชาติให้ความสนใจด้วย ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าคนที่มาเดินงาน อาจจะเป็นเจ้าของแกลเลอรี หรือผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะในต่างประเทศ ที่อาจจะสนใจและนำไปต่อยอดได้ ที่สำคัญคือเป็นการติดต่อโดยตรงที่รวดเร็วมากครับ นอกจากนี้ ผมยังมองว่าโครงการนี้เป็นการกระตุ้นให้ไม่ว่าจะเป็นนิสิตที่กำลังจะจบ อาจารย์ หรือเครือข่ายต่างๆ ได้รู้สึกว่ามีพื้นที่รองรับผลงานของพวกเขาอย่างแท้จริง นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก”

โครงการตั้งเป้าที่จะช่วยพัฒนาและผลักดันศิลปะไทยไปสู่ระดับสากล คุณกอล์ฟคิดว่าสามารถทำได้อย่างไรบ้างครับ?
“กอล์ฟว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยครับ ข้อแรกคือเรามีแพลตฟอร์มที่ดี ตอนนี้ไอคอนสยามถือว่าเป็นสถานที่ ๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน เพราะฉะนั้น การมีแพลตฟอร์มที่ดีเช่นนี้ จะสามารถนำเสนอผลงานที่มีคุณภาพในระดับสากลได้ ทีนี้ใครล่ะจะเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพในระดับสากล ก็ไม่พ้นนักศึกษาเหล่านี้แหละครับ พวกเขามีหน้าที่ที่จะต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ให้เท่าทันกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี คุณต้องกระเตื้องตัวเองอยู่เสมอ ไอคอนสยามมีแพลตฟอร์มให้ คุณดีพอในระดับสากลแล้วหรือไม่ ถ้าคุณรู้สึกว่ายังต้องเติมเต็มความรู้ หรือเสริมสร้างทักษะต่างๆ นอกเหนือจากความชำนาญในวิชาชีพและความหลงใหลแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ คุณมีวินัยพอหรือไม่ ถ้าคุณมีวินัยมากพอ วันหนึ่งคุณก็จะสามารถก้าวไปสู่มาตรฐานระดับสากลได้อย่างแน่นอนครับ ตอนนี้เรามีแพลตฟอร์มแล้ว มีคนมาชมแล้ว คุณต้องพัฒนาตัวเองไปสู่สากล”

มีผลงานชิ้นไหนที่คุณกอล์ฟประทับใจเป็นพิเศษไหมครับ?
“เท่าที่เดินดูมีผลงานที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเพณีวัฒนธรรม เรื่องเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม หรือเรื่องของสิ่งแวดล้อม”

คุณกอล์ฟมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาผลงานอย่างไรบ้างครับ?
“สำหรับกอล์ฟ First impression is very important คีย์วิชวล ภาพลักษณ์ต้องน่าสนใจ ดึงดูด บางภาพหรือบางวิธีการสื่อสารจะช่วยส่งเสริมผลงานได้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องเตรียมความพร้อมให้ดีครับ หลักเกณฑ์ของผมคือ คุณพร้อมไหม? ถ้าคุณไม่พร้อมในทุกด้าน คุณทำงานดี แต่งานนั้นไม่ได้สื่อสารกับคนอื่น คุณก็ทำงานอยู่กับตัวเอง แต่ถ้าคุณพร้อม คุณจะสามารถขับเคลื่อนงานของคุณไปได้ไกล”

คุณกอล์ฟมองหาอะไรในตัวศิลปินที่จะทำให้เราสนใจ และอยากร่วมงานด้วยครับ?
“Intention ครับ ผมคิดว่าเจตนาในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึงความเป็นไปได้ในการต่อยอดทางธุรกิจด้วยครับ อันดับแรกเลยคือ เขาทำได้ไหม เป็นเรื่องที่ผมสนใจ และอันดับ 2 สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้หรือไม่ เพราะเรียนตามตรงว่าเราทำธุรกิจด้วยครับ อันดับ 3 ที่สำคัญมากๆ คือ เขาพร้อม และเขายังขาดอะไร ถ้าเขาขาดไม่เยอะ ก็ดี ไม่ต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าสมมุติว่าเขาขาดเยอะ ก็ค่อยๆ พูดคุยกันไป ไม่เป็นไรครับ”

คิดว่าต้องใช้เวลาพูดคุยกี่ครั้ง ถึงจะพอทราบว่าคนนี้น่าร่วมงานด้วยไหม?
“ครั้งเดียวครับ ครั้งเดียวเราก็ดูออกแล้ว โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่มีหลายครั้งหรอกครับ โอกาสมันขึ้นอยู่กับว่าคุณพร้อมแค่ไหนครับ”

จากประสบการณ์ของคุณกอล์ฟเอง อาจจะเคยมีปัญหาหรือมีอุปสรรคในการทำงาน มีคำแนะนำอะไรที่จะให้กับน้องๆ ได้บ้างครับ?
“ถ้าจากประสบการณ์ของผมเลยจริงๆ นะครับ คือ มีสติ หายใจลึกๆ ผมว่าสำคัญมาก คนมักลืมเรื่องอากาศ หายใจลึกๆ ช้าๆ หน่อย แล้วทุกอย่างก็จะค่อยๆ มีสติ นิ่งๆ และที่สำคัญเลยคือ พร้อมไหม พร้อมสำหรับทุกโอกาสหรือเปล่า”

ภาพรวมของวงการศิลปะไทย ที่หลายฝ่ายอยากจะผลักดันให้ก้าวไปสู่ระดับสากลมากขึ้น ในมุมมองของคุณกอล์ฟ คิดว่าต้องปรับปรุงหรือพัฒนาด้านใดบ้างครับ?
“ความมีวินัยและความอดทน ต้องมีวินัย อดทน และเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างยิ่งยวดครับ จริงๆ แล้วทุกคน แม้แต่ตัวผมเอง เวลาตั้งใจอยากจะรู้อะไรสักอย่าง ก็อยากจะรู้ให้ลึกซึ้งจริงๆ แต่บางทีก็ลืมไปว่า เรายังไม่รู้ว่า.. เราไม่รู้อะไรรึเปล่า? พอเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร เราก็จะไม่รู้มันจริงๆ ครับ เราต้องเติมความรู้อยู่เสมอ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องมีวินัยในการเติมความรู้อยู่เสมอครับ เราถึงจะพร้อม”

คิดว่าเทรนด์ของงานศิลปะในปีนี้ หรือในปีข้างหน้า ที่จะสามารถขายได้ในตลาดตอนนี้ เป็นแนวไหนครับ?
“เรื่องนี้น่าสนใจมากเลยครับ คือจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ ตลาดที่ดูเหมือนจะเป็นคาแรคเตอร์ ถึงตอนนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ครับ แล้วก็ผู้บริโภคในสังคมตอนนี้ พอมีเทคโนโลยีเข้ามา มันยังเป็นไทยอยู่อย่างเดียวหรือเปล่านะ ถ้าเราพูดถึงสังคมโลกจริงๆ แล้ว มันรวมทุกคน มันคือทุกประเทศทั่วโลกเลย เพราะฉะนั้น การที่คุณจะรู้ว่าเทรนด์เป็นอย่างไร อันนี้สำคัญ คนที่กำลังทำงานอยู่น่าจะรู้ดีกว่าผมด้วยซ้ำ เพราะเขาจะต้องอยู่ในโลกปัจจุบันวันนี้ นักศึกษาอายุน้อยกว่าผม เพราะฉะนั้นเขาอยู่ในโลกปัจจุบันมากกว่า”

ปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะเริ่มมี AI เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ คุณกอล์ฟคิดว่า AI มีผลกระทบต่อการทำงานศิลปะอย่างไรบ้างครับ?
“จริงๆ แล้ว เทคโนโลยี รวมถึง AI ด้วย มีผลกระทบในทางดีนะ สำหรับตัวผม ผมมองว่าถ้าคุณยังคงฝึกฝนการวาดรูปด้วยมืออยู่ และเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีควบคู่กันไปด้วย ยังไงก็ไปได้ไกลแน่นอนครับ หนึ่งคือเราหลีกหนีเรื่องเทคโนโลยีไม่ได้ ผมอยู่ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่ตอนนี้ทุกคนมี วันนี้เรามาพูดเรื่อง AI ทุกคนเดี๋ยวก็ต้องใช้อยู่ดี เพราะฉะนั้นเราอย่าหนีมันเลย เราอย่าต่อต้านมัน เราเรียนรู้มันดีกว่า แล้วมาคิดว่าเราจะพัฒนาจากสิ่งที่เรามี และกำลังจะมีได้อย่างไร เหมือนเดิมครับ กลับไปเรื่องที่เราต้องพัฒนาตัวเอง ต้องมีวินัย ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องพร้อมอยู่เสมอครับ”

อยากให้คุณกอล์ฟฝากถึงน้อง ๆ ศิลปินที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา
“อย่างแรกเลยครับ ฝากให้ทุกคนหายใจลึกๆ มีสติ พร้อม กระหายใคร่รู้ อยากจะมีความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ที่สำคัญเลยคือ ขอให้เป็นคนที่มีมารยาทที่ดี จงเป็นเหมือนต้นข้าวที่เวลาโตแล้วโน้มรวงลงมาติดพื้น เวลาเราอยู่ใกล้พื้น มันอยู่ใกล้ทุกอย่างนะ อย่าเชิด แล้วเห็นทุกอย่างสูงกว่าคนอื่น จงอ่อนน้อม จงมีวินัย จงอดทน จงมีสติ จงหายใจ เท่านี้ ประมาณนี้”
++++++++++++

สำหรับการจัดงานนิทรรศการศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาประกอบไปด้วย 6 คณะ จาก 3 มหาวิทยาลัย ได้จัดแสดงตามช่วงเวลาดังนี้

• วันที่ 19-23 มีนาคม 2568 : นิทรรศการศิลปนิพนธ์ The Last Suffer Thesis Exhibition ของนักศึกษาสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นำเสนอผลงานศิลปนิพนธ์ด้านการออกแบบอัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity), การออกแบบและจัดทำแอนิเมชัน (Animation), การออกแบบโมชันกราฟิก (Motion Graphic), การออกแบบภาพประกอบ (Illustration Design), การออกแบบกราฟิก (Graphic Design), การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ (Publication Design), การออกแบบอีเว้นท์ (Event Design) และงานออกแบบอื่น ๆ

• วันที่ 1 – 16 เมษายน 2568: นิทรรศการศิลปนิพนธ์ รูป นาม ไทย “Art Thesis Exhibition” ของนักศึกษาสาขาวิชาจิตรกรรมไทย ภาควิชาศิลปะประจำชาติ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ที่มีอัตลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างผลงานศิลปะไทยในรูปแบบที่มีความหลากหลาย โดยไม่ยึดติดกับลักษณะดั้งเดิม มีกระบวนการทางความคิดและกระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่น่าสนใจ

• วันที่ 17 – 23 เมษายน 2568: นิทรรศการศิลปนิพนธ์ “DAP Thesis Exhibition 1st” ของนักศึกษาสาขาวิชามัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่รวมตัวกันก่อตั้งองค์กรนักศึกษาในนาม Dec Applied Art (DAP) เพื่อให้นักศึกษาได้มีพื้นที่แสดงออกผลงานของตัวเองและเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้รู้จักกับประยุกต์ศิลปศึกษามากยิ่งขึ้น โดยนิทรรศการศิลปนิพนธ์ “DAP Thesis Exhibition 1st” ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้แสดงผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นออกสู่สายตาประชาชนในวงกว้าง

• วันที่ 26 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2568: นิทรรศการศิลปนิพนธ์ “DreamMart” ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมสินค้า (ผลงาน) อันเกิดจากความฝัน ของนักศึกษาสาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ต้องการเสนอสินค้าที่ตัวเองมั่นใจให้ออกไปสู่สายตาลูกค้าได้เลือกชม ยอมรับ และพึงพอใจ สร้างภาพลักษณ์ที่แปลกตาไปจากภาพจําเดิม ๆ ของการเข้าชมงานศิลปะ โดยจะใช้ธีมของซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อตั้งคําถามถึงเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างงานศิลปะและสินค้า ที่ความหมายของงานกลายเป็นเรื่องรอง เน้น “ขายได้” เป็นหลัก ตราบใดที่งานศิลปะยังต้องอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม ศิลปิน ยังต้องแข่งขันกันขายงานเพื่อเลี้ยงชีพ และชื่อเสียง แล้วงานศิลปะจะเป็นสิ่งที่สูงส่งอย่างที่คิดจริงหรือ

• วันที่ 7 – 13 พฤษภาคม 2568: นิทรรศการศิลปนิพนธ์ “มธุระอัตตา” ของนักศึกษาสาขาวิชาศิลปศึกษา วิทยาลัยเพาะช่าง ที่นำเสนอผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเทคนิคช่างสิบหมู่ เทคนิคสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ, เทคนิคสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบ, เทคนิคกํามะลอ, เทคนิคสีอะคริลิกบนเสื่อกระจูด, เทคนิค Silk Screen, Paper Block, ประติมากรรมลักษณะนูน, เครื่องปั้นดินเผา, ดิจิทัลอาร์ต, ภาพพิมพ์แกะไม้ ฯลฯ

• วันที่ 15 – 24 พฤษภาคม 2568: นิทรรศการศิลปนิพนธ์ ของนักศึกษาสาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำเสนอผลงานจิตรกรรมสองมิติ, ประติมากรรมลอยตัว, จิตรกรรมสื่อผสม, เทคนิคสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบ, ประติมากรรมสื่อผสม,บูธงานศิลปะ, งานแฮนด์เมด, งานปักผ้าและอีกมากมาย

ผู้รักงานศิลปะและผู้สนใจ ยังสามารถไปชื่นชมผลงานสุดสร้างสรรค์ และให้กำลังใจนักศึกษา ในนิทรรศการศิลปนิพนธ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ในงาน Grad and Glow Arts Thesis Showcase วันที่ 15 – 24 พฤษภาคม 2568 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม.