สวัสดีวันหยุด พบกับสาระยานยนต์จากทุกมุมโลกกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” ที่จะพา่ไปดูจุดแข็งของ แลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ นี้ก็คือ มันเป็นรถที่มาเติมเต็มช่องว่าง ของรถในตระกูลแลนด์ครุยเซอร์ ตระกูลของรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่โด่งดังและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของโตโยต้า โดยจากที่ในปัจจุบันนั้น มีด้วยกัน 3 รูปแบบคือ แบบแรก รถแนวหรูหรา นุ่มนวล ซึ่งใช้ชื่อว่าตระกูล 300 ซีรี่ส์ แบบที่สองคือ แบบกลางๆลุยก็ได้ หรูก็พอมี อย่างตระกูล 250 ซีรี่ส์ ที่ในอดีตนั้นใช้ชื่อเรียกขานว่า “พราโด้” (Prado) และแบบที่สาม ที่ดิบๆ ตรงไปตรงมา เอาใจสายลุย ที่มาพร้อมแชสซีส์แบบบอดี้ออนเฟรม แบบรถกระบะสุดแกร่ง ในตระกูล ซีรี่ส์ 70 (70Series) โดยรถรุ่นใหม่นี้ จะเข้ามาอยู่ครอบครัว “แลนด์ครุยเซอร์” ในฐานะน้องเล็กรูปแบบที่สี่ ที่มีราคาย่อมเยา และเข้าถึงจิตวิญญานของแลนด์ครุยเซอร์ ได้ง่ายกว่าที่เคย

โดยพื้นฐานของรถรุ่นใหม่ นี้จะเป็นแบบ บอดี้ออนเฟรม (Body 0n Frame) แชร์กับ รถกระบะ Hilux ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ทำการลดฐานล้อให้สั้นลง เพื่อให้สามารถลุยได้ดีขึ้น โดยรูปลักษณ์ภายนอกนั้นได้รับการขัดเกลาให้ดูเข้ากับรุ่นพี่ อย่าง แลนด์ครุยเซอร์ 250 ซีรี่ส์ อย่างดูเผินๆก็แยกกันไม่ออก โดยว่ากันว่า นักออกแบบนั้นผสมผสาน ภาพลักษณ์ของ รถรุ่นเก๋าดั้งเดิมของ แลนด์ครุยเซอร์ อย่างรุ่น FJ40 เข้ากับบุคลิกของ รถรุ่นใหม่อย่าง แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ (Landrover Defender) ของอังกฤษ และรถออฟโรดจิ๋วยอดนิยมของญี่ปุ่นอย่าง ซูซูกิ จิมนี่ (Suzuki Jimny) เข้าด้วยกันนั่นเอง
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียนที่เคยเชื่อกันว่า จะเป็นการนำเอากระบะเพื่อการพาณิชย์ราคาประหยัดอย่าง โตโยต้า ไฮลักษ์ แชมป์ (Toyota Hilux CHAMP) มาทำเป็นเวอร์ชั่นเอสยูวี เพราะแลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ จะเป็นรถที่พัฒนาตัวถังใหม่หมดจดให้สมกับเป็นรถในตระกูลแลนด์ครุยเซอร์

ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างกระทัดรัด มันจึงเป็นรถที่มีเพียง 5 ที่นั่ง และเชื่อว่างานออกแบบภายในจะดูบึกบึนแต่มีคลาส ไม่ให้เสียชื่อรถในตระกูล แลนด์ครุยเซอร์ นอกจากนั้นเชื่อว่าแม้จะใช้แชสซีส์เดียวกับรถไฮลักษ์ แต่ควรจะใช้ช่วงล่างที่นุ่มนวล และลดอาการสะท้าน เมื่อเทียบกับรถกระบะแน่นอน ส่วนระบบขับเคลื่อนนั้นแน่นอนว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเชื่อว่าจะเป็นแบบ ฟูลไทม์ กระจายแรงบิด หน้า 40% หลัง 60% และมาพร้อมระบบลิมิเต็ดสลิป ที่เฟืองท้ายตัวกลาง และตัวท้าย เพื่อให้ลุยจริงจังได้
ด้านขุมกำลังนั้น เชื่อว่าจะมีให้เลือก 2 รูปแบบคือ เบนซิน 2.7 ลิตร และดีเซล 2.8 ลิตร ที่น่าจะใช้ร่วมกันกับรถรุ่นที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเชื่อว่า โตโยต้า จะใช้ประเทศไทย คือโรงงานของโตโยต้าที่บ้านโพธิ์ เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดโลก โดยในตอนแรกน่าจะจำหน่ายรุ่นเครื่องเบนซินก่อน และรุ่นดีเซล จะตามมาในภายหลัง โดยกำหนดการเปิดตัวนั้นเชื่อว่าจะเป็นงาน แจแปน โมบิลิตี้ โชว์ (Japan Mobility Show หรือ ชื่อเดิมคือ โตเกียวมอเตอร์โชว์) ในช่วงวันที่ 29-30 ตุลาคมนี้ และจากข้อมูลจากเพจของ Headlightmag ยืนยันว่า ลูกค้าไทยจะได้ครอบครองรถรุ่นนี้อย่างแน่นอน ไม่มีเก้อ ใครที่ชอบรถแนวนี้ เก็บเงินรอไว้ได้เลย!



