โดยในตอนแรก หยิบยกข้อมูล “พระมหากรุณาธิคุณ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย” ทรงเจริญสัมพันธไมตรี สร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่าง ประเทศไทย กับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทุกพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยให้ความสำคัญ

พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการสืบมิตรไมตรี ความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้แน่นแฟ้น รวมทั้งมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างประชาชนของสองประเทศ จึงได้มีความสัมพันธ์อันดีมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

“1 กรกฎาคม 2518” สถาปนาสัมพันธ์การทูตไทย-จีน

ย้อนถอยหลังกลับไปยังอดีต ปูมหลังของความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนนั้น สืบทอดกันมาช้านานแล้วตั้งแต่โบราณตามประวัติศาสตร์ ได้มีการติดต่อค้าขายระหว่างกัน สมัยสุโขทัย กว่า 800 ปี จึงส่งผลให้วัฒนธรรมและประเพณีของจีน ค่อย ๆ ผสมผสานกับของไทยได้ค่อนข้างกลมกลืน หลากหลายเรื่องแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ วิถีชีวิตของคนไทย ยิ่งบางครอบครัวมี บรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศไทย ถือเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ในโลก ที่มี คนเชื้อสายจีน อาศัยอยู่จำนวนมาก ความกลมกลืนคนไทยและคนจีนใกล้ชิดคุ้นเคยดั่งเครือญาติ จนมีคำกล่าวขาน “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

แต่หากเป็นเรื่องราว ความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างเป็นทางการนั้น จุดเริ่มต้นน่าจะมาช่วง หลังสิ้นสุด ยุคสมัยสงครามเย็น .. 2493-2518 เมื่อสถานการณ์การเมืองโลกเย็นลงแล้ว ประมาณปี พ.ศ. 2515 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ผู้นำสหรัฐอเมริกาขณะนั้นเดินทางไปเยือนแผ่นดินจีน ถัดจากนั้นมา 3 ปี ประเทศไทยได้นำเสนอข่าวใหญ่ จะเรียกว่ากลายเป็นข่าวบันทึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย-จีน เมื่อ วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2518 สมัยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับละ 1.50 บาท ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย พร้อมด้วย พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ รมว.การต่างประเทศ นำคณะรัฐมนตรีบินไปเยือนจีนเป็นทางการ

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย นำคณะรัฐมนตรี จากไทย ไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 1 กรกฎาคม 2518

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย ได้ลงนามใน แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะนั้น โจว เอิน ไหล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เติ้ง เสี่ยว ผิง ยังเป็นเพียงรองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ภาพข่าวคณะของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ลงนามในความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ของหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับในยุคนั้น โดยคณะจากประเทศไทย ประกอบด้วย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์, พล.ต.ชาติชาย, ลขาธิการนายกฯ และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีโอกาสเข้าพบ ประธานาธิบดี เหมา เจ๋อ ตุง ณ พระราชวังกรุงปักกิ่ง

2 ชาติขยายความร่วมมือเชิงลึกหลากหลายมิติ

จากบันทึกประวัติศาสตร์ทางการทูตไทยจีน เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่แดนมังกร อย่างเป็นทางการ !!

นับแต่ประตูแดนมังกรถูกเปิด มาถึงปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ได้มีความใกล้ชิดแน่นแฟ้น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ ขยายความร่วมมือเชิงลึกแทบจะทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้าลงทุน ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ฯลฯ ปัจจุบันไทย มี สถานเอกอัครราชทูตไทย ตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง และ สถานกงสุลใหญ่ไทย 9 แห่ง ได้แก่ นครกว่างโจว, นครคุนหมิง, นครเซี่ยงไฮ้, นครเฉิงตู, นครหนานหนิง, นครซีอาน, เมืองเซี่ยเหมือน, เมืองชิงต่าว และเมืองฮ่องกง ในส่วนของจีน มี สถานเอกอัครราชทูตจีน ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และ สถานกงสุลใหญ่จีนในไทย 3 แห่ง ได้แก่ สถานกงสุลใหญ่ ณ จังหวัดเชียงใหม่, สถานกงสุลใหญ่ ณ จ.สงขลา, สถานกงสุลใหญ่ ณ จ.ขอนแก่น และสำนักงานการกงสุล ณ จ.ภูเก็ต 

ขณะเดียวกันทางด้านการเมือง มีความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ๆ อย่างรอบด้าน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการการเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจและการไม่แทรกแซงในกิจการภายใน ส่งผลให้เกิดการขยายความร่วมมือให้มีความใกล้ชิดและรอบด้านมากยิ่งขึ้น จีนจึงเป็นประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) ไทยก็ให้ความสำคัญตลอดจนการเปิดใช้เส้นทาง R3A เส้นทาง R8 R9 และ R12 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ/ตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับจีนตอนใต้ ผ่าน สปป.ลาวและเวียดนาม รวมถึง โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทย-ลาว-จีน

ความก้าวหน้าและพลวัตในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ การเยือนในระดับสูง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการศึกษา นับตั้งแต่มี การนำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทยจีน (ปี 2555-2559 ) มาใช้ สองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมการขับเคลื่อนความร่วมมือมากยิ่งขึ้นใน สาขารถไฟความเร็วสูง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พลังงานสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก การศึกษา และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นอันดับแรก ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากนั้นปี 2560 สมัย รัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามใน บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนกับราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการร่วมกันส่งเสริม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เส้นทางสายไหมของศตวรรษที่ 21หรือ One Belt One Road 

ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสู่ “ความมั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน”

ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2565 ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 เดือนตุลาคม 2565 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อม ศาสตราจารย์เผิง ลี่หยวน ภริยา เดินทางมาเข้าร่วม การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting : AELM) และเยือนประเทศไทย นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (ก่อนหน้านี้ ธันวาคม 2554 สี จิ้นผิง เคยเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อครั้ง ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี) โดยมี พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับแสดงความยินดีต่อผลสำเร็จของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 และการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้รับเลือกดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการกลางแห่งชาติจีน เป็นสมัยที่ 3

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง เดินทางมาเข้าร่วม การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting: AELM) และเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2565

ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อพัฒนาการของการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีน และเห็นพ้องต่อการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็น ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีนเพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำความสำคัญของการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วย ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2565-2569) และแผนความร่วมมือว่าด้วย การร่วมกันส่งเสริมเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งลงนามในช่วงการเยือนครั้งนี้ เห็นพ้องต่อการออกถ้อยแถลงร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีนเพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น

ระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้า ประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง ครั้งที่ 3 (3rd Belt and Road Forum for International Cooperation) ณ กรุงปักกิ่ง และเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยจีนได้ใช้โอกาสครบรอบ 10 ปี ของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ในปีนี้ เสนอแนวทาง 8 ข้อ เพื่อยกระดับความร่วมมือไปสู่ระดับใหม่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไม่ว่าจะเป็นด้านการเปิดตลาดการค้า การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น และเตรียมการสำหรับวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในปี 2568 ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้า ประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง ครั้งที่ 3 (3rd Belt and Road Forum for International Cooperation) ณ กรุงปักกิ่ง และเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2566

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมความเชื่อมโยงไทย-ลาว-จีนผ่านการเชื่อมโยงระบบรางของไทยกับรถไฟจีน-ลาว การค้าขายสินค้าเกษตร การเชิญวิสาหกิจและเอกชนจีนมาลงทุนในอุตสาหกรรมมุ่งเป้า (อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรม BCG) และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือ mega project (อาทิ โครงการ Land Bridge) และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังแสดงความชื่นชมต่อ นโยบายยกเว้นการตรวจลงตราชั่วคราวสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางชาวจีน นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายได้หารือความร่วมมือ “การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ”

ระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง ตามคำเชิญของ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ระหว่างการเยือนครั้งนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังไปเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ฤดูหนาว ครั้งที่ 9 ณ นครฮาร์บิน ทั้งสองฝ่ายร่วมวางแผนสำหรับอนาคต “มุ่งมองไปข้างหน้าและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีความปลอดภัย มีความพร้อมต่ออนาคต ความเข้าใจอันดีต่อกันที่ดำเนินมาแล้ว 50 ปี ให้ก้าวหน้าและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกระดับ ด้วยเป้าหมายร่วมกันในการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้น 3 มิติสำคัญ มีกินมีใช้ มีความปลอดภัย และมีความพร้อมต่ออนาคต

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง เข้าเยี่ยมคารวะ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งสองฝ่ายร่วมวางแผนสำหรับอนาคต “มุ่งมองไปข้างหน้าและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2568

ทั้งสองประเทศยังแสดงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโครงการความร่วมมือสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และส่งเสริมความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งจะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ภายหลังการหารือทั้งสองฝ่าย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามเอกสาร ความร่วมมือและความตกลงทวิภาคีรวม 13 ฉบับ ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร และการเปิดตลาด (ผลิตภัณฑ์ประมงที่มาจากการเพาะเลี้ยง) ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ อวกาศ การพัฒนาสีเขียว บริการไปรษณีย์ และสื่อมวลชน ฯลฯ

ปัจจุบันความสัมพันธไมตรีที่มีความก้าวหน้าเชิงลึกเกือบทุกมิติ จนล่วงเลยมาถึง 5 ทศวรรษ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีเปรียบเสมือนปีทองแห่งมิตรภาพไทย–จีน ดั่งความต้องการให้สองชาติได้ “มั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน” ร่วมกัน ตลอดไป.

………………………………………………………………………………………..
ขอบคุณข้อมูล : กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ