นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. มีมติเห็นชอบผลการศึกษาโครงการศึกษาและวิเคราะห์โครงการให้เป็นไปตามนัยของกฎหมาย ว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการศึกษาเรื่องการสรรหาผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) พ.ศ. 2556 ซึ่งประมาณเดือน มิ.ย. 2568 รฟท. จะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญากับผู้รับจ้างได้ภายในปี 2568

นายวีริศ กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้เคยนำเสนอผลการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการสรรหาเอกชน เพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี ต่อที่ประชุม ครม. แล้วเมื่อเดือน พ.ค. 2562 แต่ที่ประชุมให้ รฟท. กลับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมให้เป็นไปตามกฎหมาย PPP และให้ผลการศึกษาสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษา พบว่า ไม่แตกต่างจากเดิม การร่วมลงทุนยังเป็น PPP Net Cost เอกชนจัดเก็บรายได้ และแบ่งรายได้ให้กับรัฐ ระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี อย่างไรก็ตามจากการเจรจากับเอกชนผู้ชนะการประมูลเบื้องต้น พบว่า ยังสนใจโครงการฯ อยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รฟท. เปิดประกวดราคาโครงการการสรรหาผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง รฟท. พื้นที่ 647 ไร่ วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เมื่อปลายปี 2561 มีผู้สนใจซื้อเอกสารประกวดราคา 10 ราย แต่มายื่นข้อเสนอ 1 ราย คือ กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ประกอบด้วย บริษัท อีสเทิร์น ซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท เอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โอเชี่ยนเน็ตเวิร์ค เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งการประมูลครั้งนั้น กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เป็นผู้ชนะประมูล จากนั้นได้เสนอผลประมูลดังกล่าวไปยัง ครม. เพื่อพิจารณา แต่ถูกตีกลับให้กลับมาทบทวนใหม่ และดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายการร่วมลงทุนฯ



