เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ จ.ภูเก็ต นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วย รมว.ทรัพยากรฯ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ พยัคฆ์ไพร หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษ พญาเสือ และชุดปฏิบัติการพิเศษ ฉลามขาว รวมกว่า 400 นาย สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดยุทธการทวงคืน “หาดนุ้ย” ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด จำนวน 55 รายการ หลังตรวจพบการแผ้วถางป่าและปรับพื้นที่เพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว จนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและชายหาดสาธารณะ

โดยในช่วงเช้า ก่อนคณะของนายสุชาติจะมาถึง ได้มีตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของผู้ประกอบการ เข้ายื่นเอกสารคัดค้านการรื้อถอนพร้อมยืนยันว่าพื้นที่หาดนุ้ยไม่มีมาเฟีย โดยมี พล.ต.ต.นันทชาติ พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.วรัท ตุลยธำรง นิติกรชำนาญการ กรมป่าไม้ เป็นผู้รับหนังสือ โดยอ้างว่าขณะนี้ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองภูเก็ต อย่างไรก็ตามทางกรมป่าไม้ยืนยันว่าต้องมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่บุกรุกทันที เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
ทั้งนี้เมื่อนายสุชาติ พร้อมคณะเดินทางมาถึงโดยเฮลิคอปเตอร์ ได้มีการรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมให้นโยบายและปล่อยกำลังเจ้าหน้าที่กระจายเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งมีการนำรถแบ๊กโฮเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น บ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย

จากนั้นนายสุชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับภารกิจภูเก็ตโมเดลของรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นั้น ยอมรับว่าเมื่อได้รับมอบหมายภารกิจนี้จากนายกฯ ตนก็มีความวิตกเล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องที่สะสมมาหลายสิบปี ไม่รู้ว่าที่ผ่านมา 10-20 ปี มีความติดขัดอะไรกันแน่จึงไม่สามารถดำเนินการได้ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็น ทส.หนึ่งเดียว เพื่อดำเนินการตามนโยบายนายกฯ ซึ่ง จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ยากที่สุด จึงต้องดำเนินการในพื้นที่ยาก ก่อนไปทำในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่อาจให้เจ้าหน้าที่ในระดับอื่นลงไปดำเนินการควบคุมบริหารจัดการได้ แต่ภูเก็ตโมเดล ขนาดนายกฯ ลงมาดูด้วยตัวเอง ก็มีคนถามตนและนายวรศิษฎ์ไม่กลัวหรือ เพราะเรือประมง มาหาปลายังโดนปืนยิงไล่ แต่ตนมาเอาคืนหมด ตนถามว่านายกฯ มีข้อสั่งการและยืนหลังพวกตนขนาดนี้ ถ้าตนทำไม่ได้ แล้วจะให้พวกตนเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ถ้าทำไม่ได้ตนก็ควรปลดเกษียณตัวเองและกลับไปอยู่บ้าน ถ้าตนและ รมช.มหาดไทย ไม่สามารถทำตามข้อสั่งการนายกฯ ในการเอาที่ดินของหลวงของประเทศชาติและประชาชนคืนจากกลุ่มทุนที่บุกรุกได้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน

“เฉพาะหาดนุ้ยสิ่งปลูกสร้าง 55 รายการที่กำลังจะรื้อในวันนี้ เป็นของกลุ่มคนเดียว ไม่มีกลุ่มอื่น ท่านคิดดูว่าอย่างนี้เขาเรียกว่าอะไร มีอำนาจขนาดนั้นเลยหรือ ผมกับ รมช.มหาดไทย มาภูเก็ตบ่อยมาก ถามว่ามาเพื่ออะไร มาเพื่อดูและเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการของผม ว่าสู้หรือไม่สู้ ใครไม่สู้ก็ทำเรื่องขอย้ายได้เลย จะย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นให้ ถ้ากลัวความปลอดภัย กลัวชีวิตครอบครัวตัวเอง ก็ไม่โกรธกันเรื่องพวกนี้ จะย้ายให้ แต่ถ้าอยู่แล้วไม่แก้ปัญหาและอยู่แบบไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่รัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ และพวกตนทุกข์ร้อนอยู่อย่างนี้ ท่านจะอยู่อย่างไร ท่านก็ต้องขยับตัวเองไปที่อื่น ผมเอาคนที่พร้อมและกล้ามาอยู่กับผม” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ตนทำเรื่องทับลานก็เหมือนกัน ก็มีคนตักเตือนให้ความเป็นห่วง ตนก็บอกว่าถ้าตนไม่ทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย แล้ววันหนึ่งใครจะมาทำ ถ้าเราไม่จบวันนี้ เหมือนกันทับลานผ่านมา 50 ปี เราต้องทำให้จบ ซึ่งวันนี้ทับลานรื้อไปหลายหลังแล้ว สำหรับภูเก็ตก็มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ที่ดำเนินคดีแจ้งความและปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ศาลตัดสินเมื่อปี 54-55 วันนี้ล่วงมา 14 ปีก็ยังไม่ได้รื้อกัน เพิ่งจะรื้อวันนี้วันแรกที่เจ้าของขอรื้อเอง เป็นโรงแรมที่ไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะเขายังไม่ได้มีความผิดทั้งหมด เขาอาจจะผิดโดยที่ไม่ตั้งใจตนก็ไม่ว่ากัน เพราะเขาอาจจะไปซื้อที่ที่มีเอกสารสิทธิ แต่สิทธินั้นเป็น ส.ค.1 ที่ครอบมาจากที่อื่น เช่น บางจังหวัดที่ รมช.มหาดไทย ดูแลอยู่คือ จ.ระนอง ส.ค.1 เพียง 1 ไร่ แต่นำไปออกโฉนดถึง 50 ไร่ และทับที่อุทยานฯ ด้วย ซึ่งได้ดำเนินคดีแจ้งความที่ บก.ปทส. แล้ว ยืนยันว่าดำเนินคดีทุกคน จะเป็นใครใหญ่โตแค่ไหนก็ไม่เอาไว้แน่นอน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ยุคนี้จะทำให้ดูว่าอะไรคืออะไร

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่หาดนุ้ย ยืนยันว่าศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส.3 ไปแล้วว่าไม่ถูกต้อง แม้ศาลไม่ได้มีคำสั่งให้รื้อถอน แต่เราใช้คำสั่งทางปกครอง คือมาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ในการรื้อถอน ยืนยันว่าเรามีอำนาจของเรา ถ้าไม่ทำวันนี้ ก็ต้องมีคนไปฟ้องมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมาเรารื้อไปแล้ว 1 รอบ แต่สิ่งปลูกสร้างยังน้อย พอเราออกไปแล้ว ไม่มีกำลังตรึงพื้นที่ เขาก็กลับมายึดถือครอบครองอีก แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งเก่าๆ ตนจะให้มีการวางกำลังไว้ที่หาดนุ้ย ตั้งเป็นศูนย์บัญชาการเพื่อดำเนินการภูเก็ตโมเดลต่อไป เพราะยังมีพื้นที่บุกรุกในภูเก็ตอีก 300 กว่าคดีที่ต้องดำเนินการให้จบ ทั้งนี้ยังมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ที่ดูแลด้านกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อสำนักป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต่อไป เพราะการยึดครองบุกรุกทรัพยากรที่ดินทรัพยากรของประเทศเข้ามูลฐานความผิดอยู่แล้ว

“ถามว่าทำไมผมถึงพุ่งเป้ามาที่ภูเก็ต เพราะที่ดินมันแพง เฉพาะหาดนุ้ย มีมูลค่าไร่ละประมาณ 100 ล้านบาท หรือตารางวาละ 2.5 แสนบาท คิดดูว่า 18 ไร่ ก็เป็นเงินประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท เขายึดถือครอบครองไว้เพียงเจ้าเดียว 55 รายการสิ่งปลูกสร้าง เขาไม่ต้องลงทุนด้วยเงิน 2,000 ล้านบาท แต่เขาสามารถเก็บเงินรายได้เหมือนกับคนไปซื้อที่ 2,000 ล้านบาท ถามว่าอย่างนี้มันถูกต้องหรือไม่ เราต้องยอมรับว่าอยู่แบบใช้อำนาจอิทธิพล ซึ่งยืนยันว่าในท่านอนุทินจะไม่มีคำนี้ เอาคืนหมด โดยหลังจากนี้ 1 เดือน อธิบดีกรมป่าไม้จะประกาศให้พื้นที่หาดนุ้ยเป็นป่านันทนาการ เป็นศูนย์การเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์และพักผ่อนหย่อนใจได้ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเข้า 300-600 บาทอีกต่อไป” นายสุชาติ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีนอมินีต่างชาติหรือทุนเทาเข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราใช้คำว่าบุคคลต่างชาติดีกว่า เราไม่อยากเอ่ยชื่อประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะมีทั้งนักลงทุนจริงๆ กับไม่จริง แต่สิ่งที่นายกฯ ตนและ รมช.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่เกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตนได้รับนโยบายมาตั้งแต่ปลายปี 68 ตรวจสอบแล้ว ไม่พบการบุกรุกพื้นที่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรฯ แต่ตรวจสอบแล้วเป็นการใช้ข้อกฎหมายนอมินีคือจดทะเบียนบริษัท ร้อยละ 51 เป็นคนไทย ส่วนร้อยละ 49 เป็นคนต่างชาติ โดยมีทนายความและฝ่ายกฎหมายในไทยชี้ช่องเหล่านี้ แต่เป็นการซื้อที่ดินที่ถูกต้องจากประชาชน เป็นการดำเนินการแบบนอมินีซ้อนนอมินี ต้องยอมรับนักกฎหมายที่แนะนำฉลาดหัวดีมาก

เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดินทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเสนอต่อรัฐบาลให้นำสิ่งปลูกสร้างที่ที่เป็นโรงแรม รีสอร์ท บุกรุกป่า มาให้รัฐใช้ประโยชน์ โดยไม่ต้องมีการรื้อถอน จะเป็นการฟอกขาวให้นายทุนหรือผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องบอกว่าสำหรับพื้นที่อุทยานฯ หากคำสั่งศาลสิ้นสุดแล้ว ก็คือต้องรื้อถอนออกทั้งหมด และต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เราเข้าใจสิ่งที่ประธาน กมธ.ที่ดินฯ แนะนำ เราก็เห็นด้วย เราก็เสียดาย แต่ถ้าเราไม่รื้อเราก็ผิดคำสั่งศาล ส่วนพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ยังมีการต่อสู้อีกหลายร้อยคดี สิ่งที่เรากลัวที่สุดก็คือการถูกมองว่าเป็นการฟอกขาวหรือไม่ ถ้าเราไม่รื้อถอน ซึ่งตนได้บิน ฮ. สำรวจ และได้กำชับกับอธิบดีกรมอุทยานฯ และอธิบดีกรมป่าไม้แล้วว่า พื้นที่ที่เปิดเขาใหม่ๆ นั้น ให้ขีดเส้นไว้ และห้ามมีการบุกรุกเพิ่มอีก

ด้านนายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องดำเนินการในพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามตนโฟกัสในพื้นที่ภาคใต้ คือ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี สมุย พะงัน สำหรับภูเก็ต ได้ตรวจสอบแล้วพบการถือครองที่ดินผิดประเภท และถือครองที่ดินโดยต่างชาติประมาณ 400 กว่าแปลง ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย และต้องไปดูต่อว่ามีเรื่องนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าเป็นต่างชาติที่เข้ามาโดยถูกต้อง ต้องสนับสนุน แต่ถ้าเข้ามาแล้วทำโดยวิธีการที่ผิดและตัวเองไม่ได้มีสิทธิก็ต้องจัดการ เพราะที่นี่คือแผ่นดินไทย ประเทศไทย





