เมื่อวันที่ 20 พ.ค. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ช่วยรัฐบาลหางบ โค้งสุดท้ายของงบประมาณปี 68 วันนี้ รัฐบาลได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญ คือมีมติชะลอการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตออกไป เพื่อนำงบค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน จากเดิมที่จะใช้กระตุ้นการบริโภค เปลี่ยนไปเน้นกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ ผ่าน โครงสร้างพื้นฐาน (น้ำ คมนาคม) ท่องเที่ยว ลดผลกระทบการส่งออก และการลงทุนระดับชุมชนอื่นๆ
รายละเอียดว่าจะเอาไปทำอะไรบ้างคงต้องรอดู หวังว่าจะไม่ซ้ำรอยแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของ พ.ร.ก.เงินกู้ช่วงโควิดสมัยรัฐบาลประยุทธ์ที่ใช้กันอย่างตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ งบ 1.57 แสนล้าน ต้องใช้ทั้ง 1.เยียวยาผลกระทบ trump tariff 2.กระตุ้นการลงทุน+ท่องเที่ยว ก็เกรงว่าจะไม่เพียงพอ จึงอยากช่วยรัฐบาลหางบเพิ่มของปี 68 งบกลาง เงินสำรองฉุกเฉินที่สภาอนุมัติไป 96,000 กว่าล้าน เพิ่งใช้ไปประมาณ 30,000 ล้าน (เท่าที่ค้นเจอจากมติ ครม.) ยังเหลือวงเงินอีก 66,000 ล้านบาทเศษ งบปี 68 ใช้มาจนเหลือ 4 เดือนแล้ว งบกลางยังใช้ไป 1 ใน 3 ถ้านำมารวมกัน รัฐบาลจะได้วงเงินเพิ่มเป็น 223,000 ล้านบาท ในการกระตุ้นโค้งสุดท้ายในอีก 4 เดือนที่เหลือ ส่วนงบปี 69 จะช่วยรัฐบาลหางบมาจากไหน ต้องรอติดตามการอภิปรายงบประมาณวาระ 1 28-31 พ.ค. นี้ค่ะ
ต่อมา น.ส.ศิริกัญญา โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งว่า GDP ไตรมาส 1 โต 3.1% มาจากไหน มาดูกันค่ะ ส่งออกเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย? แน่นอนว่าการส่งออกโตดีมาก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่โต 13.8% ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมีการเร่งส่งออกเพื่อหนีการขึ้นภาษีของสหรัฐ สอดคล้องกับการส่งออกไปตลาดสหรัฐที่โต 25%! ในไตรมาส 1 แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ภาคอุตสาหกรรมที่แทบไม่โตเลย (+0.6%) แสดงว่าแทบไม่ได้มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในประเทศเพิ่มขึ้นเลย แล้วเราเอาสินค้าจากไหนไปส่งออก?
น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า คนอาจจะคิดว่ามาจากการเอาสินค้าในสต๊อกไปขาย ซึ่งไตรมาส 1 สต๊อกก็ลดลงไปค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีส่วนเพิ่มของการส่งออกที่อธิบายไม่ได้อยู่ดีว่ามาจากไหนกันนะ สมมุติฐานหนึ่งคือ มาจากสินค้าสวมสิทธิ ไม่ได้ผลิตในไทย แต่มาส่งออกจากไทยนั่นเองที่ดันตัวเลขส่งออกไทยให้พุ่งทะยานขนาดนี้ ซึ่งหมายความว่า ต่อจากนี้การส่งออกในช่วงหลังของปีก็คงไม่ดีเหมือนเดิมเพราะเร่งส่งออกไปเยอะแล้ว แถมภาษีนำเข้าก็จะเริ่มเก็บจริงแล้ว มิหนำซ้ำหากเราปราบปรามสินค้าสวมสิทธิได้หมดสิ้น ตัวเลขส่งออกเราก็จะยิ่งแย่กว่าเดิมอีก แต่เราก็จะเห็นภาพการส่งออกไทยที่แท้จริงที่สะท้อนการผลิตสินค้าภายในประเทศด้วย ยังไม่ต้องพูดถึงสงครามการค้า ที่สภาพัฒน์คาดว่าน่าจะทำให้มูลค่าส่งออกทั้งปีโต 1.8% แค่นี้ก็ทำให้ต้องหั่น GDP ออกไป 1% จากที่คาดว่า ปี 2568 จะโต 2.8% เหลือแค่ 1.8%
น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อว่า ผลของงบ 67 ออกล่าช้า เนื่องจากตัวเลขการเติบโต การลงทุนรวม +4.7% อาจทำให้เราหลงดีใจเก้อว่าการลงทุนกลับมาแล้ว ที่กลับมาจริง คือการลงทุนภาครัฐ (+26.3%) ที่เป็นผลมาจากงบ 67 ที่ออกล่าช้าจำกันได้ไหมคะ ทำให้ไตรมาส 1 ปีที่แล้วเรายังเบิกจ่ายงบลงทุนกันไม่ได้อยู่เลย พอปีนี้กลับมาเป็นปกติก็เลยโตแบบพุ่งๆ เพราะฐานต่ำ ถ้าดูการลงทุนภาคเอกชนอย่างเดียวจะพบว่าติดลบ -0.9% และหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แล้ว เฉพาะแค่การลงทุนภาครัฐอย่างเดียวที่โตกระฉูดเพราะงบออกล่าช้า ส่งผลให้ GDP โตขึ้นถึง 1.5% ผลของงบ 67 ล่าช้า จะเกิดไตรมาสนี้ไตรมาสสุดท้ายแล้ว เพราะงบออกเดือน เม.ย. 67 หลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติตามยถากรรม
น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อว่า ท่องเที่ยวกำลังหมดแรง ตัวเลขท่องเที่ยว เราจะดูจากการส่งออกบริการซึ่งโต +7% ซึ่งไม่เลวเลย แต่พอเหลือบไปดูตัวเลขท่องเที่ยวปีที่แล้ว เคยโตเฉลี่ยตั้ง +25% ที่เป็นแบบนี้เพราะการท่องเที่ยวที่เพิ่งฟื้นตัวจากโควิด กำลังค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปที่จุดเดิม (40 ล้านคนต่อปี) พอใกล้ถึงยอดเดิมก็จะค่อยๆ โตช้าลงๆ ดังนั้นการเติบโตจากการท่องเที่ยวจะไม่ได้ฟู่ฟ่าเหมือนปี 2 ปีที่ผ่านมาแล้วอันนี้ต้องทำใจ และจะเป็นแรงส่งให้ GDP ไทยน้อยลงกว่าเดิมมากๆ แต่ที่จะแย่ไปกว่าเดิมเพราะหลังจากไตรมาส 1 เราเริ่มเห็นสัญญาณนักท่องเที่ยวที่แผ่วลงกว่าเดิม ทั้งจากจีน และมาเลเซีย ที่เคยเป็นกลุ่มหลัก สุ่มเสี่ยงว่าปีนี้อาจจะมีนักท่องเที่ยวมาต่ำกว่าเป้าที่ 39 ล้านคน
น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อไปว่า สรุป ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจใดๆ ทั้งสิ้น ที่เศรษฐกิจ 3 เดือนแรกที่โตเกิน 3% เพราะมาจากพื้นฐานที่เปราะบางกว่าฟองสบู่ และเศรษฐกิจทั้งปีที่จะโตเหลือแค่ 1.8% เท่ากับว่าไตรมาสหลังๆ อาจจะเจอเศรษฐกิจหดตัว หรือเกิดเศรษฐกิจถดถอย 2 ไตรมาสติด (technical recession) ก็เป็นไปได้ หวังว่ารัฐบาลจะมีแผนการเตรียมพร้อมรับมือ ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่จะมาถึง ส่วนที่อ้าง 7 ครั้งในประวัติศาสตร์ โหลด excel สภาพัฒน์ไปดูเองเถอะ ว่าอ้างแบบนี้มันตลกขนาดไหน.



