นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ได้รับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำการเข้มงวดกับสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การดำเนินธุรกิจแบบนอมินี การขายสินค้าต่างชาติผิดกฎหมายทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ พร้อมรับทราบผลดำเนินการช่วง 9 เดือนปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยได้ดำเนินคดีกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 39,186 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,074 ล้านบาท และเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่า 1,500 บาท ได้ถึง 1,796 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังได้ถอดสินค้าผิดกฎหมายจากแพลตฟอร์มออนไลน์ไปแล้วกว่า 10,378 รายการ ส่วนการปราบปรามธุรกิจนอมินี มีการดำเนินคดีรวม 857 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 15,288 ล้านบาท
ทางด้าน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ให้คณะทำงานระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบธุรกิจที่มีความเสี่ยง ซึ่งมีคนต่างด้าวเข้ามาถือหุ้นตั้งแต่ 0.001-49.99% ใน 6 ธุรกิจเสี่ยง จำนวน 46,918 ราย โดยเป็นการปูพรมตรวจ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมได้ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับให้ตรวจสอบเห็นผลภายใน 3 เดือน
“สิ่งที่เราทำตอนนี้ในส่วนของธุรกิจต่างด้าวเก่า ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยแล้ว ก็จะเร่งล้างให้จบเห็นผลได้ภายใน 3 เดือน และรายงานกลับมาให้รับทราบ ยกเว้นจังหวัดที่มีนิติบุคคลมาก และหลังจากนั้น จะจัดการนอมินีที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล ซึ่งขณะนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำลังทำงานร่วมกับ ปปง. ในการออกกฎหมายใหม่ เพื่อยึดทรัพย์เพิ่มเติม หากมีการกระทำผิด“

สำหรับกฎหมายที่กำลังยกร่าง เป็นกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีสาระสำคัญกำหนดเพิ่มเติมให้คนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือคนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยกระทำการแทนดังกล่าว ตามมาตรา 36 (ความผิดฐานนอมินี) และกรณีที่คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 37 เป็นความผิดมูลฐาน ตามร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่. …) พ.ศ. … ซึ่งจะนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างด้าว ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
นายนภินทร กล่าวว่าสำหรับธุรกิจเสี่ยง 46,918 รายนั้น แยกเป็นธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 11,324 ราย คิดเป็น 24.14% ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 26,038 ราย คิดเป็น 55.49% ธุรกิจ e-commerce ขนส่งและคลังสินค้า 3,252 ราย คิดเป็น 6.93% ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 2,570 ราย คิดเป็น 5.48% ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการเกษตร (ล้ง) 1,220 ราย คิดเป็น 2.60% และธุรกิจก่อสร้างทั่วไป 2,514 ราย คิดเป็น 5.36%
ทั้งนี้ จังหวัดที่มีต่างชาตถือหุ้น 0.001-49.99% จำนวน 10 อันดับแรก ได้แก่ ชลบุรีกรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และระยอง และต่างชาติถือหุ้น 40-49.99% จำนวน 10 ลำดับแรก ได้แก่ ชลบุรี กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ สมุทรปราการ ระยองปทุมธานี และกระบี่



