เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย แถลงวิเคราะห์เหตุแผ่นดินไหว และอาคารสตง.ถล่ม พร้อมประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามเพิ่มเติมกับ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ซึ่งมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกลับมาทบทวนภาพรวมกฎหมายเกี่ยวกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารปัจจุบันที่ควรปรับปรุงมี 7 ฉบับ ได้แก่
1.พ.ร.บ.วิศวกร เรื่องการตรวจสอบกำหนดสมรรถนะวิศวกร ในการต่อใบอนุญาตและการอนุญาตให้คณะกรรมการมีอำนาจพักใช้ชั่วคราว หลังพบปัญหาการทำผิดแต่ไม่สามารถพักใช้ ต้องรอสอบจรรยาบรรณเสร็จก่อน ซึ่งใช้เวลาหลายปี และเพิ่มบทลงโทษการปลอมแปลงใบอนุญาต
2.พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เห็นว่าอาคารราชการควรเข้าสู่การขอใบอนุญาตก่อสร้างเช่นเดียวกับเอกชน ต้องขออนุญาตก่อสร้าง มีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยให้ตรวจแบบโดยบุคคลอิสระ เพราะปัจจุบันมีกฎกระทรวงตรวจสอบการออกแบบและคำนวณอยู่แล้ว แต่มักใช้คนที่รู้จักกันมาตรวจสอบ เป็นเหตุผลว่าอาจไม่ได้ตรวจจริง
3.พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพิ่มข้อบังคับใช้มาตรฐาน มอก. สำหรับคอนกรีต เหล็กเสริม อุปกรณ์ต่อเหล็ก
4.พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ควรทบทวนการนำคณะกรรมการแผ่นดินไหวแห่งชาติกลับมาใหม่ รวมทั้งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบกรณีถล่มของอาคาร
5.พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ให้ขึ้นทะเบียนผู้รับจ้างช่วง หลังผู้รับเหมามักไปจ้างต่อ แต่ไปจ้างผู้ที่ไม่มีความรู้ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ถนนพระราม 2 พระราม 3 รวมทั้งควรปรับปรุงให้มีการบังคับเผยแพร่ข้อมูลการตรวจสอบวัสดุ การแก้แบบขึ้นระบบกลาง เมื่อผู้รับจ้าง ผู้รับเหมาได้งานไปแล้วต้องตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน หากแก้แบบก็ต้องอัปโหลดแบบใหม่ขึ้นระบบ
6.พ.ร.บ.การผังเมือง ควรกำหนดให้มีผังสีแผ่นดินไหว ซึ่งจุดนี้สำคัญมากกับสภาพดินอ่อน หรือแข็งไม่เท่ากัน จึงควรกำหนดให้ว่าพื้นที่ดินอ่อนมาก ไม่ได้ห้ามสร้างอาคารสูง แต่การออกแบบต้องมีผู้เชี่ยวชาญกำกับเข้มงวด ข้อเสนอนี้ไม่ได้ต้องการให้กระทบเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐาน
และ 7.พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เห็นควรเพิ่มข้อกำหนดในอุปกรณ์และเครื่องจักรในก่อสร้างสะพาน เช่น bridge building, launcher, MSS เป็นต้น และควรกำหนดคุณสมบัติของบุคลากรที่จะปฏิบัติงานในทุกระดับ ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ผู้ที่เข้าไปขันนอต แรงงาน จนถึงโฟร์แมน ซึ่งจะสัมพันธ์กับพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่คนจะเข้ามารับเหมาช่วง ต้องมีบุคลากรเหล่านี้
ในจำนวนกฎหมายทั้ง 7 ฉบับ บางฉบับเริ่มดำเนินการได้เลย เพราะบางข้อเป็นเพียงระเบียบข้อบังคับ เช่น พ.ร.บ.วิศวกร, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร, พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แต่หากแก้ไขทั้งหมดแล้วยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ก็เสนอให้ออกกฎหมายเพิ่มอีก 1 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ควบคุมการก่อสร้างอาคารโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บริเวณที่ติด หรือใกล้พื้นที่สาธารณะ เช่น การก่อสร้างตามแนวเกาะกลางถนน การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างบนถนนพระราม 2 พระราม 3 เนื่องจากเสี่ยงการเกิดอันตรายเพราะมีประชาชนอยู่รอบข้าง
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.อมร ระบุ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถมั่นใจในความปลอดภัยของโครงสร้างได้กว่า 90% เพราะมีอาคารบางส่วนที่พบว่ายังแข็งแรงไม่พอ ดังนั้น จะบอกว่ามั่นใจทั้ง 100% เลยจึงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากอาคารแต่ละหลังถูกก่อสร้างต่างช่วงเวลา ความแข็งแรงก็จะไม่เท่ากัน แต่อาคารที่เกิดความเสียหายครั้งนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณดี ทำให้สามารถไปประเมินและหาทางเสริมกำลังก่อนแผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะมาอีกในอนาคต
“อาจมาในรุ่นหลานของเราก็เป็นได้ เหมือนกับในเมืองเม็กซิโกซิตีที่คนในปัจจุบันรับรู้มาจากบรรพบุรุษว่าเคยมีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนเราจึงไม่อยากให้กทม.ไปซ้ำรอยเดิม”
ศ.ดร.อมร ยังให้ความเห็นถึงการต้องอยู่กับความจริงของการเกิดแผ่นดินไหวว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นมานานและจะอยู่ตลอดไป แต่จะมาไม่บ่อย จากเหตุการณ์วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ชี้ว่ายังจะมีอยู่ รอยเลื่อนสะกาย รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ยังอยู่ พื้นดินอ่อนยังอยู่ ดังนั้น หากจะให้ปลอดภัยก็ต้องมีอาคารที่แข็งแรงเท่านั้น
“อาคารส่วนใหญ่ในกทม.แข็งแรงดีอยู่แล้ว จะมีอาคารบางส่วนที่อาจไม่แข็งแรงเท่า เช่น อาคารที่มีการก่อสร้างก่อนกฎกระทรวงปี 50 ต้องมีการประเมินและเสริมกำลังอาคาร ไม่จำเป็นต้องทุบทิ้งสร้างใหม่ เพราะอาคารทุกหลังสามารถยกระดับให้มีความแข็งแรงขึ้นได้ด้วยเทคนิคทางวิศวกรรมที่มีอยู่ในขณะนี้ ขอให้อย่างตระหนก ขณะเดียวกันก็อย่าประมาท เพราะอาจจะเกิดขึ้นซ้ำได้อีกในอนาคต” ศ.ดร.อมร ทิ้งท้าย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน






