สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ว่า หลังจากที่ในช่วงปี 2553 กรอบความร่วมมือหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) ของรัฐบาลจีน ปล่อยเงินกู้สำหรับการก่อสร้างท่าเรือขนส่ง ทางรถไฟ ถนน และอื่น ๆ นับตั้งแต่ประเทศทะเลทรายในแอฟริกาไปจนถึงแปซิฟิกใต้
สถาบันโลวีของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า การปล่อยกู้ใหม่กำลังลดน้อยลง และหนี้ที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องชำระคืนมีจำนวนมหาศาล ทำให้ในตลอดช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ จีนจะทำหน้าที่ติดตามหนี้ มากกว่าเป็นธนาคารสำหรับโลกกำลังพัฒนา
หากพิจารณาจากข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเทศยากจนที่สุด 75 ประเทศจะชำระหนี้คืนจีน ในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวม 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 719,829 ล้านบาท)
สถาบันพบว่า หนี้จำนวนมหาศาลส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล โรงเรียน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในประเทศเหล่านี้ เนื่องจากแรงกดดันจากการให้สินเชื่อของรัฐบาลจีน ส่งผลให้พวกเขาต้องเผชิญกับความตึงเครียดทางการเงินอย่างหนัก
รายงานของสถาบันโลวีตั้งคำถามว่า จีนอาจยังสามารถเปลี่ยนหนี้เหล่านี้ให้เป็น “แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสหรัฐประกาศลดงบประมาณด้านการต่างประเทศ
แม้จีนจะให้สินเชื่อแก่ประเทศอื่นลดลง แต่ฮอนดูรัส และหมู่เกาะโซโลมอน กลับได้รับสินเชื่อใหม่จำนวนมหาศาล หลังทั้งสองประเทศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน และหันมาเจริญความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง ขณะที่อินโดนีเซียและบราซิล เพิ่งลงนามข้อตกลงสินเชื่อใหม่ เพื่อจัดหาโลหะสำหรับแบตเตอรี่ หรือแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ.
เครดิตภาพ : AFP



