เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. (ดินแดง) นพ.สุนทร สุนทรชาติ รองปลัด กทม. กล่าวเปิดมหกรรมรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อการรณรงค์ “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า : นิโคตินเสพติด…จน…ตาย” ว่า ปัจจุบันผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยและในกทม. กำลังเพิ่มขึ้น และกำลังเป็นภัยคุกคามเด็กและเยาวชน ส่งผลให้เกิดผู้สูบหน้าใหม่ที่อายุน้อยในกลุ่มนักเรียน จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ กระทบต่อการเรียนและพฤติกรรมการเสพติด ซึ่งส่งผลเสียหายต่อครอบครัวและสังคมในวงกว้าง

ที่ผ่านมา กทม. ได้ขับเคลื่อนงานด้านการรณรงค์ลดผู้สูบบุหรี่ รวมถึงนักสูบหน้าใหม่ และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ทั้งการตั้งคณะอนุกรรมการฯ เฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า การสร้างการรับรู้ และสร้างความร่วมมือกับผู้เรียนและบุคลากรในโรงเรียนในการเป็นหูเป็นตา เฝ้าระวัง ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การบูรณาการปราบปรามร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย ตลอดจนการนำผู้ที่ติดบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา เพื่อลดจำนวนทั้งผู้เสพหน้าใหม่ และเก่าให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง กทม. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะยังคงร่วมบูรณาการความร่วมมือกันทั้งมิติด้านการเฝ้าระวัง และการปราบปรามเครือข่ายผู้ค้า ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของเด็ก เยาวชน และประชาชน

รองปลัด กทม. กล่าวเน้นย้ำเพิ่มว่า กทม. มีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้ติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ หากต้องการเลิกบุหรี่สามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่อนามัย หรือหมอในสถานพยาบาลสังกัด กทม. เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้ทันที และหากพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ Traffy Fondue โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับ เพื่อให้ กทม. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมาย และมีอันตรายเพราะประกอบด้วยสารเคมีมากมาย ผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้ามีทั้งแบบเฉียบพลันทำให้ปอดอักเสบรุนแรง จนเป็นโรคที่เรียกว่า “EVALI” หรือส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจระยะยาว และบุหรี่ไฟฟ้ายังประกอบด้วยสารก่อมะเร็งได้ และก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง (NCDs) อีกด้วย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงเป็นการรวมพลังของสถานศึกษาที่มุ่งมั่นตั้งใจ และดำเนินการตาม 7 มาตรการโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า จนทำให้เกิดเป็นโรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 19 แห่ง และศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 20 แห่ง.