ฟ้าหลังฝนกว่าจะกลับมาสดใสต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างหนักหน่วง สำหรับชีวิตลูกทุ่งสาวนุ่งสั้น “ใบเตย อาร์สยาม” กับคลื่นชีวิตในวันไร้อิสรภาพ ณ วันนี้เริ่มกลับมามีรอยยิ้ม ความสุข และงานที่รักอีกครั้ง ล่าสุดนักร้องดัง “ใบเตย อาร์สยาม” ได้มาอัปเดตทุกช่วงชีวิต และวินาทีแผลเป็นในความทรงจำ เล่าผ่านรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” โดยใบเตย เผยว่า

“ก่อนหน้านี้เจออะไรมามากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนมึนเมา มันเหมือนคนขึ้นเครื่องบินตก แล้วหายไป แต่สุดท้ายได้กลับมา มันเมาชีวิตมาก 3 ปีที่ผ่านมามันไม่เหมือนกันเลยซักปี ชีวิตใบเตยต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในระยะเวลาที่รวดเร็วและเป็นเรื่องที่หนักหมดเลย แต่ปีนี้ก็รู้สึกว่าเป็นปีที่ค่อนข้างจะมั่นคงมากขึ้น กลับมาเจออะไรที่มันสมบูรณ์มากขึ้น ได้เจออะไรที่มันปกติ ก็เลยใช้คำว่าเมาชีวิต ถ้าถึงวันหนึ่งลูกโตแล้วเข้าใจทุกอย่าง แล้วถามถึงช่วงที่หายไป สำหรับเตยยังไม่ได้เตรียมคำตอบนะคะ แต่สำหรับวัยที่เค้าเข้าใจทุกอย่างถึงช่วงเติบโต มันจะหล่อหลอมให้เค้ารู้ว่าช่วงที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่เจออะไรบ้าง และใบเตยว่ามันจะไม่มีคำถามสำหรับเค้าเลย เค้าจะเข้าใจทุกอย่างแล้วได้รับความสุข แฮปปี้อย่างเต็มที่ค่ะ ด้วยสภาพแวดล้อม ด้วยรอบข้างและด้วยการเป็นเด็กยุคนี้ด้วยค่ะ ที่ใบเตยคิดว่าเค้าสามารถมองผ่านอะไรได้ง่าย และเป็นเรื่องคิดบวกมากๆ”


“ย้อนไปถึงช่วงที่สิ้นอิสรภาพ เวลาลุกซ์ไปเยี่ยม ลุกซ์เค้าเป็นคนเข้มแข็งมาก คนที่เป็นคนนอกมาเยี่ยมเค้าจะเข้มแข็งใส่เราหมด แต่พอกลับไปจากเราจะหนักหมด ซึ่งผิดกับเรา เวลาเราเจอเค้าเราจะปล่อยโฮตลอดจะร้องตลอด เราจะร้องตลอด ร้องคิดถึงลูก อยากกลับบ้านอยู่ไม่ได้แล้ว จะแบบดิ่งดาวน์ใส่ตลอด คือในนั้นในห้องเยี่ยมผู้หญิงทุกคนก็จะมีน้ำตาทุกคนเวลาเจอญาติ มันเป็นความคิดถึงสุดๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเห็นกันผ่านที่กระจก น้องลุกซ์เค้าจะเข้มแข็งมาก เราก็จะบอกให้เล่าเรื่องหลานให้ฟัง อัปเดตชีวิตหลานวันนี้ให้ฟัง เราก็นั่งร้องๆ 20 นาทีที่ให้เยี่ยม คือร้องไห้ไปแล้ว 15 นาที”


ใบเตย เผยต่อว่า “มันเป็นแผลเป็นที่ค่อนข้างฝังลึกมากนะ มันเป็นความทุกข์ที่เป็นการพลัดพราก ที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันทำให้เราเกิดอาการช็อกไปเลย ณ วันนี้เอาจริงๆ ก็ยังเหมือนช็อกอยู่ พอได้กลับออกมามันก็เป็นอะไรที่อะเมซิ่งเหมือนกัน เพราะตอนนั้นที่อยู่ในนั้น การฝากขังเป็นอะไรที่ทรมานอยู่เหมือนกันนะ สำหรับทุกคนที่ยังไม่รับการตัดสิน เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องอยู่นานแค่ไหน ผิดกับคนที่รู้ความผิดแล้วที่ต้องได้รับการตัดสิน 1 ปี 2 ปี 3 ปี เค้ามีโฟกัสกันหมดแล้ว แล้วขั้นตอนของกฎหมายมันค่อนข้างนาน กว่าจะขึ้นศาลกว่าจะสืบพยาน มันเลื่อนลอย หนูก็เลยเรียกความรู้สึกครั้งนี้ว่าเป็นแผลเป็น เตยว่าคงต้องใช้เวลานานมากๆ ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเกือบ 2 ปีแล้วที่ได้กลับมาใช้ชีวิตข้างนอก ก็รู้สึกว่าบางอย่างมันก็ยังไม่ปกติสำหรับเรา คนที่เป็นผู้หญิงที่ไปอยู่ในนั้น ยิ่งมีลูกมีฮอร์โมนแบบนี้อาการเศร้า ใช้ยา พบนักจิตแพทย์ ในนั้นเค้าเรียกว่าจิตเวชวิลล่า มันดึงพลังของชีวิตเราไปหมด จากที่เคยเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงสู้ เป็นผู้หญิงที่สดใสร่าเริง จากคนที่เคยมีแววตาเปล่งประกาย มันทำระบบนิเวศของเราที่เคยมีความสุขพังหมด”

ขอบคุณภาพประกอบจาก: bitoeyrsiam