สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ว่า ศาลอุทธรณ์ สำหรับเขตพิจารณาคดีพิเศษ มีคำพิพากษาให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของรัฐบาลสหรัฐ ยังคงมีผลบังคับใช้ได้ต่อไป ระหว่างที่คดีความทั้งหมดยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดวันพิจารณาคดีครั้งต่อไป ในวันที่ 5 มิ.ย. นี้


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านแมนฮัตตัน ในนครนิวยอร์กของสหรัฐ มีคำพิพากษาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามคำร้องของศูนย์ยุติธรรมเสรี ที่เป็นองค์กรอิสระ เป็นผู้ยื่นฟ้องในนามของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก 5 แห่งของสหรัฐ ที่นำเข้าสินค้าจากประเทศซึ่งเผชิญกับอัตราภาษีต่างตอบแทน ร่วมกับอัยการจากอีกมากกว่า 10 รัฐ ให้รัฐบาลสหรัฐระงับกำแพงภาษีต่างตอบแทน กับคู่ค้าแทบทุกประเทศและดินแดนบนโลก และระงับภาษีที่ผู้นำสหรัฐใช้กับแคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งมีการประกาศก่อนหน้านั้นด้วย


ศาลการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และการอ้างอิง “สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ” เป็นการให้เหตุผลที่ไม่ตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 “ไม่สมเหตุสมผล”


อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลการค้าระหว่างประเทศ ไม่ได้ครอบคลุมการเก็บภาษียานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม ที่ทรัมป์กำหนดในอัตรา 25% ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า ฉบับปี 2505


ขณะที่นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านนโยบายการค้าของทรัมป์ ยืนยันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง” และรัฐบาลสหรัฐจะเดินหน้าเก็บภาษีต่างตอบแทน ตามที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงภาษีพื้นฐาน 10% ที่กำลังเก็บอยู่ตอนนี้ แม้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้การอุทธรณ์ก็ตาม.

เครดิตภาพ : AFP