เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายสุรพงษ์ กองจันทึก เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอาศัยอยู่มานาน โดยมีผลบังคับใช้ให้ผู้มีสิทธิมายื่นเรื่องได้ในอีก 30 วัน ซึ่งประกาศนี้ออกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 29 ตุลาคม 2567 ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้เสนอ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 483,626 คน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อห่วงกังวลของบุคคลจำนวนหนึ่ง ที่เป็นห่วงว่าจะเป็นการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวและผู้อพยพลี้ภัยถึงเกือบห้าแสนคน และเป็นปัจจัยให้กลุ่มคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมายต่างๆ ใช้โอกาสในการสวมมีสัญชาติไทย ทั้งเป็นปัจจัยดึงดูดให้คนหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
‘มท.’ แจ้งทุกอำเภอ เตรียมพร้อมขั้นตอนปฏิบัติการให้สถานะคนต่างด้าว ตามมติ ครม. 29 ต.ค. 67

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า เมื่อดูรายละเอียดของมติคณะรัฐมนตรีกลับพบว่า ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยกับคนต่างด้าวผู้ใดหรือกลุ่มใด กลุ่มเป้าหมายที่มีเป็นคนชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์เดิมที่มีสิทธิอยู่แล้ว โดยรัฐมีฐานข้อมูลคนเหล่านี้ออกบัตรมีเลขประจำตัว 13 หลักยืนยันตัวบุคคล และรัฐมีนโยบายให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรหรือให้สัญชาติไปเนิ่นนานเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่การดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้น กลายเป็นกลุ่มตกค้าง จึงมีการออกหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น คนเหล่านี้บางคนหรือบางกลุ่มได้ยื่นเรื่องขอลงรายการสัญชาติไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติมีสัญชาติไทย แต่เจ้าหน้าที่ทะเบียนต่างๆ ดำเนินการอย่างล่าช้ามาก บางกรณีกว่า 20 ปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ บางคนหรือบางกลุ่ม เช่น คนไทยพลัดถิ่นที่แม่สอดและแม่ระมาดหลายร้อยคนฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะกำกับดูแลและรักษาการในการใช้กฎหมายสัญชาติในการดำเนินการล่าช้า ผลออกมาศาลปกครองจะตัดสินว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินงานล่าช้าเกินสมควร ให้เร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน ซึ่งหลังจากศาลตัดสินภายใน 45 วัน คนไทยพลัดถิ่นทุกคนก็ได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย แม้จะแพ้ในศาลปกครองทุกครั้งและกระทรวงมหาดไทยจะพยายามเร่งรัดการดำเนินการในเรื่องงานทะเบียนและบัตร แต่ก็ยังล่าช้า เมื่อตรวจสอบก็พบว่าคั่งค้างอยู่นับแสนคน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการเร่งรัดกระบวนการให้บุคคลเหล่านี้ได้รับสิทธิและเอกสารยืนยันตัวบุคคลตามที่เป็นจริง

กลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลที่รัฐเคยสำรวจจัดทำเอกสารประจำตัวเป็นบัตรชนกลุ่มน้อยให้เมื่อราว 50 ปีก่อน จนถึงปี 2542 และไม่มีการจัดทำบัตรให้แก่ใครเพิ่มเติมอีก ต่อมาพบว่ามีคนตกหล่นจากการสำรวจครั้งก่อนๆ จึงจัดทำเพิ่มเติมในปี 2548–2554 คนเหล่านี้สะสมมาเกือบ 40 ปี มีจำนวนรวมแล้ว 340,101 คน ซึ่งรัฐได้มีนโยบายให้ถิ่นที่อยู่ถาวรมาเนิ่นนานแล้ว แต่ยังตกค้างอยู่ในรายการถึงปัจจุบัน รวมถึงบุตรของคนกลุ่มนี้ที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งรัฐมีนโยบายให้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนมีจำนวนอีก 143,525 คน คนทั้ง 483,626 คนนี้ต้องได้รับการลงรายการสัญชาติไทยหรือถิ่นที่อยู่ถาวร แต่ก็ตกค้างมานับสิบปีจนปัจจุบัน ทั้งที่คนไทยเมื่อไปแจ้งเกิดให้ลูกก็สามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในไม่กี่นาที จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับปรุงกระบวนการทางทะเบียนให้คนกลุ่มนี้ได้รับการลงรายการตามที่กำหนดในกฎหมายที่รวดเร็วขึ้น

นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้ปรับเปลี่ยนไปมาก ข้อมูลทั้งหลายอยู่ในบัตรประจำตัวทั้งหมด สามารถเข้าดูและตรวจสอบได้ด้วยระบบออนไลน์ทั่วประเทศ รัฐเองมีนโยบายชัดเจนที่จะใช้เพียงบัตรประจำตัวอย่างเดียวก็สามารถติดต่อใช้บริการในทุกเรื่องได้ คนเหล่านี้มีฐานข้อมูลและลายพิมพ์นิ้วมือที่ชัดเจนต่อเนื่องในระบบอยู่แล้ว สามารถยืนยันตัวบุคคลและไม่สามารถสวมตัวได้ ดังนั้นในประกาศเร่งรัดตามมติคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้เสร็จสิ้นภายใน 5 วัน ประกาศฉบับนี้ที่ออกมาเป็นเพียงการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยแก่กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอาศัยอยู่มานานเท่านั้น ส่วนกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มคือ บุตรของกลุ่มนี้ที่เกิดในประเทศไทยได้สัญชาติไทยยังไม่มีประกาศออกมา ทั้งที่มติคณะรัฐมนตรีให้ออกประกาศมีมาตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2567 หรือ 7 เดือนที่แล้ว ซึ่งควรจะเร่งรัดประกาศในราชกิจจานุเบกษาในเร็ววัน.



