ธนาคารกสิกรไทย เปิดฉากเวที ‘EARTH JUMP 2025’ รวมพลังภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ร่วมกันนำเสนอแนวทางยุทธศาสตร์สำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเร่งลงมือปฏิบัติจริง และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความแปรปรวนรุนแรงขึ้นทุกวัน

‘ขัตติยา อินทรวิชัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นย้ำว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. ‘Health Check’ เพื่อตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง, 2. ‘Commitment’ กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยที่ชัดเจนในระยะเวลาที่แน่นอน และ 3. ‘Solution’ ค้นหาวิธีการลดการปล่อยคาร์บอนที่เป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยไม่เพียงมุ่งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกันผ่าน ‘K-Climate Solutions’ ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ เพื่อสร้าง Ecosystem แห่งความยั่งยืนให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

ในเวทีเดียวกันนี้ ‘ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พาณิชย์’ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ ‘New Climate World Order’ โดยกล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม โดยที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป และหลายประเทศเริ่มมีบทบาทนำแทน พร้อมย้ำว่าประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างเป็นระบบ

โดย พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว จะมาพร้อมกับมาตรการภาคบังคับและกลไกราคาคาร์บอน เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในบางอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมน้ำมัน นอกจากนี้ยังจะมีการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนภาคประชาชนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยย้ำว่า

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านภาครัฐไม่เพียงแค่ ‘Talk the Talk’ แต่ต้อง ‘Walk the Walk’ ด้วยการดำเนินการจริงให้เห็นผล พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนเพื่อนำไปต่อยอดเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายก็ตาม” ดร.พิรุณ ย้ำ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากต่างประเทศ เช่น ประเทศจีนที่สามารถใช้ Taxonomy และมาตรการส่งเสริมด้านการเงินเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษได้สำเร็จ และประเทศเดนมาร์กที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้พร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 80% สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ผู้แทนภาคธุรกิจไทยยังยืนยันว่าแม้โลกจะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ท้าทาย แต่ภาคเอกชนยังคงเดินหน้าตามแผนงานเดิม โดยคาดหวังความชัดเจนจากนโยบายภาครัฐ การสนับสนุนทางการเงิน และองค์ความรู้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนั้นสร้างมูลค่าอย่างแท้จริง เพราะหากการปรับตัวไม่สร้างรายได้ ย่อมไม่เกิดการลงมือทำ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงคือ การที่ประเทศไทยเป็นผู้นำในการจัดทำ ‘Taxonomy’ ด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีการกำหนดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสีเขียวให้เกิดขึ้นจริง

ไม่เพียงเท่านี้ ‘Climate Finance’ ยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลไกสำคัญในการสนับสนุนความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ยังต้องการความรู้ เครื่องมือ และแหล่งเงินทุนในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งธนาคารกสิกรไทยพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกมิติ

EARTH JUMP 2025 จึงถือเป็นฟอรัมที่รวมพลังแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่โลกใหม่ของธุรกิจที่ต้องแข่งขันใน ‘Climate Game’ อย่างจริงจัง และเป็นโอกาสสำคัญครั้งสุดท้ายสำหรับทุกภาคส่วนที่จะลงมืออย่างจริงจังเพื่อคว้าอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน