เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี น.ส. น้อย(นามสมมุติ)อายุ 37 ปี ชาว ต.หนองไทร อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เข้าร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนางรอง จ.บุรีรัมย์ ว่าถูกนายเอ (นามสมมุติ) เสี่ยเต็นท์รถแห่งหนึ่ง ฟ้องร้องตัวเองกับแม่ที่ป่วยจิตเวช ฐานฉ้อโกงเงินกว่า 15 ล้านบาท จนศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ตัดสินมีความผิด จำคุกคนละ 5 ปี ทั้งที่เงินดังกล่าวที่เสี่ยฟ้องเป็นการให้โดยเสน่หา เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งฉันสามีภรรยามานานหลายปี แต่กลับมาถูกฟ้องร้องอย่างไม่เป็นธรรมตามที่มีการแชร์ในโซเชียลกันจำนวนมาก จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ
เบื้องต้นสอบถามนายเอ เสี่ยเต็นท์รถที่ถูกร้อง เปิดเผยว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับน.ส.น้อย มาก่อน และแม่ของ น.ส.น้อย ก็ไม่ได้ป่วยเป็นจิตเวชแต่อย่างใด เพราะตอนปี2557 ทั้งสองคนมากู้ยืมเงินและเซ็นเอกสารรับสภาพทุกครั้งที่มีการโอนหรือมารับเงินสดด้วยตัวเอง ส่วนสาเหตุที่ให้กู้เงินไปเพราะ น.ส.น้อย กับแม่ อ้างต่างๆนานาว่าจะมีเงินส่งมาจากต่างประเทศบ้าง จะเปิดบริษัทใหญ่ รวมถึงขายที่ดินบ้าง ตนก็รับฟังแต่ก็ไม่มั่นใจจึงทำหลักฐานไว้อย่างแน่นหนา สุดท้ายก็เป็นจริงอย่างที่คิดโดนโกงเงินไป
นายเอ เผยอีกว่า ยืนยันว่าทำทุกอย่างตามกระบวนการของกฎหมายไม่ได้กลั่นแกล้งสองแม่ลูกแต่อย่างใด และศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้วตัดสินให้ทั้งแม่ทั้งลูกมีความผิดตามคำฟ้อง จึงตัดสินให้จำคุกดังกล่าว ส่วนกรณีที่ น.ส.น้อย ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมและร้องสื่อมวลชน ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเป็นเฮือกสุดท้ายที่จะสู้ให้ติดคุก เนื่องจากศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และตนขอยืนยันหนักแน่นอีกครั้งว่าไม่เคยกลั่นแกล้ง ไม่เคยความสัมพันธ์ลึกซึ้งตามที่ถูกกล่าวหา แต่ตรงกันข้ามคือทั้งสองเป็นพวก 18 มงกุฎมากกว่า
ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปสอบถามญาติของสองแม่ลูก รายหนึ่ง อายุ 85 ปี เบื้องต้นเล่าว่า เมื่อปีพ.ศ. 2547 น.ส.น้อย เคยมาขอยืมโฉนดที่ดิน 10 ไร่ ของตนไป บอกว่าจะเอาไปจำนองเอาเงินมาลงทุน ตนก็ให้ไปเพราะเห็นว่าเป็นหลานจำได้ว่าได้เงินมาประมาณ 300,000 บาท แต่จากนั้นไม่เคยส่งดอกเบี้ย ไม่เคยชำระหนี้ใดๆทั้งสิ้น จนบริษัททวงมาหลายครั้งสุดท้ายฟ้องยึดที่นา 10 ไร่ไป ตอนนั้นยอมรับว่าเสียใจมากเพราะมีที่นาผืนเดียวที่มี จึงตัดสินใจไปบวชล้างซวย และไม่อยากเห็นหน้าหลานอีกเพราะกลัวว่าจะทำใจไม่ได้ รวมไปบวชพระทั้งหมด 17 พรรษา เพิ่งสึกออกมา ซึ่งก็ไม่ทราบเรื่องที่มีการฟ้องร้องกันเป็นข่าว และไม่อยากรับฟัง ไม่อยากกล่าวหาหลานในเรื่องที่ไม่ได้รับรู้ แต่เรื่องที่ทำกับตนยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง



