สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ว่า นางมารี โอเวนส์ ทอมเซน รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืนของไออาตา กล่าวว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งของผู้นำที่สนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเห็นได้ชัดว่า “เป็นการถอยหลัง และจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในปี 2593” อย่างไรก็ดี แนวโน้มนี้ไม่ได้นำสู่การหยุดยั้งหรือถอยหลัง แต่อาจเป็น “การชะลอความคืบหน้า”
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ รับผิดชอบการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 2.5-3% ของทั่วโลก และการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนกำลังถูกพิสูจน์ให้เห็นว่า “เป็นเรื่องยาก” แม้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะพยายามแสวงหาความก้าวหน้าก็ตาม
Policy shortcomings are putting SAF production at risk❗
— IATA (@IATA) June 1, 2025
While it is encouraging that SAF production is expected to double in 2025, the pace of progress in ramping up production & gaining efficiencies to reduce costs must accelerate.
Details: https://t.co/d7wPEOb5K7#IATAAGM pic.twitter.com/fmqqZ6m1mU
ขณะเดียวกัน เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือเอสเอเอฟ ยังคงมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมถึง 3-4 เท่า อย่างไรก็ดี น้ำมันดิบเบรนท์จากทะเลเหนือ 1 บาร์เรล ยังมีราคาต่ำกว่า 65 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,136 บาท) ซึ่งถือได้ว่า เป็นผลดีต่อสายการบินต่าง ๆ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า และผลิตจากวัสดุจากพืชและสัตว์ อาทิ น้ำมันปรุงอาหารและไขมัน
โอเวนส์ ทอมเซน กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการลงทุนในเอสเอเอฟ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 154.4 ล้านล้านบาท) เพื่อตอบสนองความต้องการของการขนส่งทางอากาศให้ทันปี 2593 โดยจำนวนเงินนี้ เทียบได้กับเงินที่ถูกใช้ในการขยายภาคส่วนพลังงานลมและแสงอาทิตย์ และจะสามารถหาได้จาก “การเลิกอุดหนุนบริษัทน้ำมันรายใหญ่” ปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.8 ล้านล้านบาท).
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



