นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่หอควบคุมการจราจรทางอากาศสมุย ท่าอากาศยานสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้มอบหมายให้ศึกษาแนวทาง และเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร และนำระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย กระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค

ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานสมุยมีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 70-80 เที่ยวบินต่อวัน โดยปริมาณเที่ยวบินในช่วงเดือน ม.ค.–พ.ค.2568 มี 13,668 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินภายในประเทศ 10,186 เที่ยวบิน เที่ยวบินระหว่างประเทศ 2,031 เที่ยวบิน และมีเที่ยวบินหน่วยงานราชการ และเที่ยวบินทั่วไปอื่นๆ อีก 1,451 เที่ยวบิน คาดว่าในปี 2568 ปริมาณเที่ยวบินจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2567 หรือคาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินรวม 30,712 เที่ยวบิน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการที่ท่าอากาศยานสมุย ระหว่างเดือน ม.ค.–เม.ย. 2568 รวม 1,148,272 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ที่ใช้บริการ 1,021,059 คน คิดเป็น 12.46%

ทั้งนี้ บวท. ได้ประสานความร่วมมือ และบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะนำระบบการบริหารจัดการ Airport-Collaborative Decision Making (A-CDM) เข้ามาใช้งานที่ท่าอากาศยานสมุย ซึ่งเป็นหลักการในการบริหารจัดการและการตัดสินใจร่วมกัน (Collaborative) ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรของสนามบิน มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน อาทิ ระบบหอบังคับการบินดิจิทัล หรือ Digital Tower เพื่อช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัย การใช้งานทางวิ่ง ทางขับ ทำให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นได้

อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นหอควบคุมการจราจรทางอากาศสำรองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ได้จากศูนย์ควบคุมระยะไกล (Remote Tower) และมีแผนการนำเทคโนโลยี Approach Spacing Tools เข้าใช้งาน เพื่อช่วยให้การจัดระยะห่างอากาศยานในการเข้ามาลงสู่สนามบิน ให้เกิดความแม่นยำสูง สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินได้เพิ่มขึ้น และการนำระบบติดตามอากาศยานด้วยดาวเทียม หรือระบบ Automatic Dependent Surveillance-Broadcast (ADS-B) เข้ามาเสริมทดแทนระบบเรดาร์ติดตามอากาศยาน Secondary Surveillance Radar (SSR) ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ กรณีถูกบดบังสัญญาณ

รวมทั้งการออกแบบ วิธีปฏิบัติการบิน รูปแบบใหม่ ด้วยการใช้ระบบนำร่องด้วยดาวเทียม หรือ Required Navigation Performance (RNP) มาทดแทนวิธีปฏิบัติการบินแบบเดิม ซึ่งจะสามารถลดข้อจำกัดในการร่อนลงสู่สนามบินได้ เนื่องจากท่าอากาศยานสมุยมีข้อจำกัดลักษณะทางกายภาพของสนามบินที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องช่วยการเดินอากาศ Instrument Landing System (ILS) ได้ นอกจากนี้ บวท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและสมรรถนะสูง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน ทั้งในปัจจุบันและอนาคตด้วย