สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ว่า นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน “น่าจะได้สนทนากันทางโทรศัพท์ภายในสัปดาห์นี้” เพื่อหารือเกี่ยวกับการผลักดันการเจรจาทางการค้าระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลง “สงบศึก” ทางการค้าร่วมกัน เมื่อกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลปักกิ่ง ว่ามีการสนทนาทางโทรศัพท์เกิดขึ้นจริง ระหว่างผู้นำจีนกับผู้นำสหรัฐ ซึ่งกลับมารับตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง เป็นเวลานานกว่า 5 เดือนแล้ว แม้ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ว่าสีเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหา แต่รัฐบาลปักกิ่งยืนกรานว่า ผู้นำทั้งสองประเทศยังไม่เคยสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกัน


ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน มีแนวโน้มปะทุขึ้นอีกรอบ เมื่อทรัมป์กล่าวว่า จีนเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง โดยไม่มีการอธิบาย ทั้งที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ ย้ำว่า ทรัมป์กับสี “ต้องคุยกัน” เพื่อให้การหารือคืบหน้ามากกว่านี้


ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ ว่านับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงประนีประนอมทางการค้ากับสหรัฐ ระหว่างการเจรจาที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จีนปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมด “อย่างเคร่งครัด” ตรงข้ามกับสหรัฐ ที่เป็นฝ่าย “บ่อนทำลาย” ข้อตกลง โดยยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการค้าฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง

หากรัฐบาลวอชิงตันยังคงเดินหน้าแนวทางแบบนี้ และยังไม่ยุติการเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งทำลายผลประโยชน์ของจีน รัฐบาลปักกิ่งไม่ลังเลที่จะตอบโต้อย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตัวเอง

สำหรับเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างสองประเทศ คือจีนลดภาษีให้สหรัฐ จาก 125% เหลือ 10% ส่วนสหรัฐลดภาษีให้จีนจาก 145% เหลือ 30% เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : AFP