พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลผสมมานานกว่า 2 ปี ตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ต่อเนื่องมาถึงยุคของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าบรรดานโยบายที่สัญญาไว้ มาทำให้เกิดผลเป็น “ภาพจำ” ประทับใจประชาชนได้เลย
ขณะที่รัฐบาลเหลือเวลาอีกครึ่งเทอมหลัง ราวๆ 2 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น ก็จะไปสู่การลงสนามเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่
แม้กระทั่งนโยบายเรือธง อย่าง โครงการเติมเงิน 10,000 บาทให้ประชาชนผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่เดิมวาดภาพไว้สวยหรู แต่เมื่อไปๆมาๆ กลายเป็นไม่ตรงปก และหลังจากแจกเงินหมื่นไปแล้ว 2 เฟส ก็ไม่ช่วยเศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัว ประชาชนยังประสบปัญหาปากท้องฝืดเคือง แถมนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น 400 บาททั่วประเทศ ก็ทำได้บางพื้นที่
สิ่งเหล่านี้สั่นคลอนสะเทือนใจองคาพยพพรรคเพื่อไทย รวมถึง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งค่ายสีแดง ต้องเร่งทำทุกวิธีแก้จุดอ่อน หาทางปั้นผลงาน เรียกคะแนนความนิยมจากพี่น้องชาวไทย
ด้านหนึ่ง รัฐบาลจำใจโยกเงินจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ปี 2568 ที่เหลืออยู่ 157,265.08 ล้านบาท ซึ่งเดิมจะใช้แจกเงินหมื่นผ่านระบบดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 ให้เยาวชน เปลี่ยนไปใส่ในโครงการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา
อีกทั้ง “ครม.อิ๊งค์” เตรียมจะพิจารณาในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ ลุยโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” โดยเป็นการหยิบ 2 โครงการ ทั้ง “เราเที่ยวด้วยกัน” และ “คนละครึ่ง” ที่ล้วนเป็นภาพจำในยุครัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มาปัดฝุ่นและปรับใช้เป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน
อีกด้านหนึ่ง เกิดการโหมกระพือข่าวหนักมากในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ “รัฐบาลแพทองธาร” เร่งเกมเขย่าเปลี่ยนโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคร่วมรัฐบาล โดย“เพื่อไทย” ขอทวงคืนเก้าอี้กระทรวงใหญ่ อย่างกระทรวงมหาดไทย
ความปรารถนาที่ว่านี้ถูกตอกย้ำจาก “อดีตนายกฯทักษิณ” ที่ยอมรับว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยเข้าทำงานในกระทรวงสำคัญหลักๆ ต้องให้ดูแลกระทรวงมหาดไทย จะได้ทำนโยบายถึงเพื่อประชาชนสักที เพราะเวลาเหลืออีก 2 ปีจะเลือกตั้ง
เสมือนเป็นภาวะที่ “ทักษิณ-พรรคเพื่อไทย” ดิ้นรนหาหนทางปั่นผลงานสร้างเรตติ้งให้ตัวเอง จนอาจลืมคิดถึงกฎกติกามารยาทของการกอดคอพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาโทษฟ้าโทษดาว รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง หรืออย่างไร โดยอ้างว่าเพราะไม่ได้เข้าไปทำงานดูแลในกระทรวงหลักๆ ทั้งที่ตัวเองประสบปัญหาเรื่องความสามารถในการผลักดันโยบาย
และต้องอย่าลืมว่า “เพื่อไทย” ครองหลายกระทรวงหลักเช่นกัน อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ แต่ทั้งหมดยังถูกตั้งคำถามมากมายถึงประสิทธิภาพและผลการทำงานที่ยังไม่โดนใจประชาชน ปัญหาหลายอย่างยังคาราคาซังไม่จบ
การที่ “ทักษิณ-เพื่อไทย” เดินเกมโยนกลองใส่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างนี้ ส่งผลให้ยิ่งสูญเสียความเกรงใจต่อกัน และยิ่งตอกลิ่มรอยร้าวในรัฐนาวา ไม่เพียงจะเป็นภาพจำที่ทำให้ประชาชนเอือมระอาการเมือง แต่ยังมีใครบางคนจดจำรอคิดบัญชีสางแค้นในศึกเลือกตั้งรอบหน้า



