หลังจากที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ถูกนำมาใช้งานกันมากขึ้น จนเรียกว่า “โลกเข้าสู่ยุคของ AI” จนมีการพูดถึงเรื่องของ กฎหมาย AI ไทยควรจะมีการตรากฎหมายออกมาใช้หรือไม่?
เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่าเทคโนโลยี AI มีทั้งคุณและโทษ แต่การออกกฎระเบียบออกมาบัง คับใช้จะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานและการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI ของไทย
“ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการ เอ็ตด้า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า ภายใต้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บอกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีแผนเกี่ยวกับ AI ในหลายเรื่อง อาทิ การดูแลการใช้งานเอไอ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำกฎหมาย ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วทาง เอ็ตด้า ได้จัดทำร่างกฎหมาย AI ขึ้น โดยดูรูปแบบจากกฎหมาย AI ของ สหภาพยุโรป หรือ อียู แต่หลายฝ่ายมองว่า เป็นกฎหมายที่เข้มข้นมากเกินไป อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ซึ่งช่วงเวลานั้นอาจยังไม่ใช่ “ไทม์มิ่ง”ที่เหมาะสมกับการออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ AI

จนเมื่อ 3-4 เดือนที่แล้ว ทางเอ็ตด้า ได้รับมอบหมายให้ทบทวนเกี่ยวกับกฎหมาย Al อีกครั้ง มีการรับฟังเสียงจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และหน่วยงานกำกับดูแลเของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าประเทศไทยควรจะมีกฎหมาย AI แต่ต้องไม่เข้มจนเกินไป เมื่อมีกฎหมายแล้วจะได้มีความชัดเจนว่าเมื่อใช้งานแล้วเกิดปัญหาแล้วจะจัดการปัญหาอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ฯลฯ
ปัจจุบันจึงมีการจัดทำ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” ฉบับแรกของประเทศ ไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ (Hearing) โดย เอ็ตด้า ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้จะ เน้นการกำกับดูแลการใช้งาน AI ที่มี “ความเสี่ยงสูง” ดันมาตรฐานใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ไม่ละเมิดสิทธิและใช้งานมีความรับผิดชอบ พร้อมตั้งเป้าสร้างกรอบกฎหมายที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิประชาชนกับการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

โดยทาง “วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บอกว่า AI ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานและการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเด็นเรื่องความพร้อมของประเทศในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Readiness) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Adoption) ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเป็นผู้ตาม ไปสู่การใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิต เศรษฐกิจ และบริการของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ และปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเรื่องเหล่านี้ คือ ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance)
ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ระบบแบ่งปันข้อมูล (data sharing) และการออกแบบระบบที่คำนึงถึง อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง ความเป็นเจ้าของข้อมูล (data ownership) การเปิดใช้แหล่งข้อมูลแบบเปิด (open source) และการควบคุมดูแลการไหลเวียนข้อมูลในระบบภายในประเทศอย่างมั่นคงและปลอดภัย และความพร้อมทั้งสามมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมาภิบาล บุคลากร หรือโครงสร้างพื้นฐาน จะต้องถูกผลักดันไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคส่วนสำคัญของประเทศ เช่น การเกษตร การแพทย์ การท่องเที่ยว และการบริหารภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จาก AI ได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

“วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” บอกต่อว่า การเร่งเดินหน้าจัดทำ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” เพื่อเป็นกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์เทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้งาน AI ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้เป้าหมายใหญ่คือ การสร้างสมดุล ระหว่าง “การส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม” และ “การปกป้องประโยชน์สาธารณะ” โดยจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนในการออกแบบแนวปฏิบัติ หรือมาตรการควบคุมที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของ AI ในแต่ละบริบท ตลอดจนรองรับแนวทางการกำกับดูแลในหลายระดับ ทั้ง Soft Law และ Hard Law ให้เกิดขึ้นอย่างยืดหยุ่น แต่ยังคงยึดมั่นในหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล
ด้าน “ศักดิ์ เสกขุนทด” ที่ปรึกษาอาวุโส ของ เอ็ตด้า บอกว่า ปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ AI ในประเทศไทยยังอยู่ในรูปแบบ Soft Law หรือแนวทางปฏิบัติ (Guideline) แต่เนื่องจาก AI มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงอาจทำให้แนวปฏิบัติอาจมีช่องโหว่และไม่สามารถกำกับการใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงนำไปสู่การพัฒนาและจัดทำร่างหลักเกณฑ์กฎหมายและข้อบังคับให้เกิดการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากใช้ AI โดยการออกแบบร่างกฎหมายปัญหาประดิษฐ์ มีจุดที่จะต้องพิจารณา 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. การปลดล็อคในประเด็นทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ 2. การส่งเสริมที่ควรกำหนดไว้เพื่อสร้างความชัดเจนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ อาทิ การให้ทุน การลดภาษี การสร้างแรงจูงใจ และ3. การคุ้มครองหรือเรื่องธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ประเด็นหลักที่ได้จากการศึกษาการบังคับใช้กฎหมาย AI ในต่างประเทศทำให้ทราบว่าการวางแนวทางสำหรับธรรมาภิบาล AI นั้นไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในรูปแบบกฎหมาย แต่สามารถทำได้ในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับ Guideline หรือ Best Practice ระดับ Soft Law และระดับ Hard Law โดยความเข้มข้นของการกำกับ – ดูแลก็ควรจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละประเด็นที่แตกต่างกัน และต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีไปพร้อมกันด้วย ซึ่งการออกกฎหมายที่ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกเรื่อง ทุกระดับความเสี่ยงแบบ one size fit all อาจจะไม่ใช่แนวทางการกำกับ-ดูแล AI ที่เหมาะกับประเทศไทยนัก เพราะโจทย์สำคัญของเราคือ การกำกับและ ดูแล AI โดยไม่ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “(ร่าง) หลักการกฎหมายเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” จะมีเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้ง การวางหลักการพื้นฐานที่สำคัญแก่ระบบกฎหมาย , มาตรการส่งเสริมในทางกฎหมายที่จำเป็น เช่น Text and Data Mining, Regulatory Sandbox กำหนดแนวทางกำกับความเสี่ยงจาก AI โดยเฉพาะการใช้งานในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI), การส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ ผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสมในแต่ละบริบท, การกำหนดบทบาทของหน่วยงานกำกับเฉพาะด้าน ให้สามารถออกมาตรการควบคุมหรือส่งเสริม AI ได้อย่างยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการกำหนดองค์กรสนับสนุนการทำงานของกฎหมายฉบับนี้ เป็นต้น

สุดท้ายแล้ว ร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่คือการสร้าง ‘สมดุล’ ระหว่างการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประโยชน์ของสังคม กับการคุ้มครองความปลอดภัย สิทธิ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ในยุคดิจิทัล เพื่อประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของ AI ไทย
โดยทุกคนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” ผ่านระบบกลางทางกฎหมายได้ที่ http://bit.ly/4kBjBTU ตั้งแต่วันนี้จนถึง 9 มิ.ย.นี้
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



