ถือว่าฮือฮา และเป็นที่พูดถึงพอสมควรกับเสื้อแข่งทีมเหย้าในฤดูกาลใหม่ของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ดูแปลกตา เพราะมี “สายคาด” บนเสื้อ เห็นแล้ว สวยงาม ดูดีไปอีกแบบ
ก่อนหน้านี้ มีหลายทีมที่ออกแบบเสื้อโดยมี “สายคาด” ไม่ว่าจะเป็นแถบสีแดงของทีมชาติเปรู, ริเวอร์เพลท หรือ ราโย บาเยกาโน
“สายคาดทแยง” ที่พาดจากไหล่ถึงสะโพก จึงถือเป็นอีกหนึ่งในดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์และมีความหมายมากที่สุดในประวัติศาสตร์เสื้อฟุตบอล
แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วต้นกำเนิดของมันมาจากไหน มีทีมไหนใช้กันบ้าง และมีความหมายใดๆ แฝงอยู่หรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว ก็เป็นแค่แฟชั่นเพื่อความสวยงามเท่านั้น?

จุดเริ่มต้นของสายคาด
ในยุคแรกเริ่มของฟุตบอล เสื้อแข่งมักเป็นเสื้อสีพื้นเรียบๆ ทำให้แยกทีมได้ยาก จึงมีการใช้สายคาดที่สวมทับเสื้อ (และอาจเหน็บไว้ในกางเกง) เพื่อช่วยแยกแยะผู้เล่นในสนาม
แอนดรูว์ โกรฟส์ ศาสตราจารย์ด้านออกแบบแฟชั่นจากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ อธิบายว่า สายคาดแบบแยกชิ้นนั้นอาจจะไม่สะดวกในการเล่น จึงพัฒนาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อในเวลาต่อมา
ข้อมูลจาก Historical Football Kits ระบุว่าในช่วงศตวรรษที่ 19 ก่อนที่สโมสรฟุตบอลจะถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการ นักเรียนและนักศึกษามักใส่เสื้อขาวแบบคริกเก็ต และแยกทีมด้วยหมวก ผ้าพันคอ หรือสายคาดที่มีสีแตกต่างกัน

เบิร์นลีย์: ทีมผู้บุกเบิกการใช้สายคาด
หนึ่งในตัวอย่างแรกของการใช้สายคาดอย่างเป็นทางการ คือ สโมสรเบิร์นลีย์ในปี 1887 ที่สวมเสื้อขาวพร้อมแถบสีน้ำเงินเข้มพาดจากไหล่ขวาไปสะโพกซ้าย
เสื้อชุดนั้นประดับด้วยตราราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งได้รับมอบให้หลังจากเจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ เสด็จมาเยือนสนามเทิร์ฟมัวร์ ในปี 1886 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษเสด็จมาเยือนสนามฟุตบอล
ก่อนหน้านั้น เอฟเวอร์ตัน ก็มีการใช้สายคาดสีแดงบนเสื้อดำในปี 1881 ขณะที่ยังใช้ชื่อทีมว่า เซนต์ โดมิงโก เอฟซี (St. Domingo FC) จนได้รับฉายา “The Black Watch” ตามชื่อกรมทหารอังกฤษที่มีชุดแบบเดียวกัน

จากกองทัพสู่แฟชั่นฟุตบอล
โกรฟส์ ระบุว่า สายคาดมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการแสดงสถานะ อำนาจ และความจงรักภักดี โดยมีใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ในเครื่องแบบทหารและพิธีกรรมในยุโรป ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดทาง “เฮรัลดรี” หรือการออกแบบตราประจำตระกูลที่มักใช้แถบทแยงบนโล่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ
ต่อมาสายคาดได้ขยายการใช้งานในหลากหลายบริบท เช่น การประกวดนางงาม, ขบวนพาเหรด หรือแม้กระทั่งการประท้วงในศตวรรษที่ 20
การกลับมาของสายคาดในยุคโมเดิร์น
ในยุค 1970 เมื่อเทคโนโลยีการพิมพ์บนผ้าพัฒนาขึ้น การทำเสื้อที่มีลวดลายซับซ้อน เช่น สายคาด ก็เป็นไปได้มากขึ้น หลายทีมเริ่มกลับมาใช้ดีไซน์นี้ รวมถึง คริสตัล พาเลซ และแมนเชสเตอร์ ซิตี
แมนฯ ซิตี เคยมีชุดเยือนที่มีสายคาดในยุค 70 และฤดูกาล 2025-26 พวกเขาจะใส่สายคาดบนเสื้อเหย้าเป็นครั้งแรก โดยได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากความหลัง และอีกส่วนอาจมาจากแมตช์กระชับมิตรกับริเวอร์เพลทในปี 1952

ริเวอร์เพลท และสายคาดอันเป็นตำนาน
สโมสรยักษ์ใหญ่จากอาร์เจนตินาอย่าง ริเวอร์เพลท ถือเป็นหนึ่งในทีมที่ทำให้สายคาดกลายเป็นดีไซน์อมตะ พวกเขาเริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1905 และกลับมาใช้อย่างจริงจังในปี 1930
มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นขบวนพาเหรดงานคาร์นิวัล, การแยกตัวจากทีมอื่น หรือการยกย่องถิ่นกำเนิดของผู้ก่อตั้งที่มีเชื้อสายเจนัว ประเทศอิตาลี
ทีมชาติเปรู ก็เป็นอีกหนึ่งทีมที่มีเอกลักษณ์จากสายคาดสีแดงบนเสื้อขาว ใช้ครั้งแรกในปี 1935 และโด่งดังจากการแข่งขันโอลิมปิกปี 1936 ที่เบอร์ลิน ซึ่งเป็นที่มาของฉายา “La Blanquirroja” หรือ “ขาวแดง”

สายคาดที่ข้ามมหาสมุทร
ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ก็เคยใส่เสื้อสายคาดลงแข่งในโอลิมปิกปี 1948 และที่โด่งดังที่สุดคือการชนะอังกฤษ 1-0 ในฟุตบอลโลกปี 1950 และพวกเขาก็กลับมาใช้ดีไซน์นี้อีกครั้งในการแข่งขันปี 2010 เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาในตำนานดังกล่าว
ราโย บาเยกาโน กับปริศนาแห่งแถบแดง
ทีมดังจากกรุงมาดริด เริ่มใช้สายคาดสีแดงในปี 1949
มีทฤษฎีว่าเป็นการยกย่องริเวอร์เพลท แต่อีกกระแสก็ว่ามาจากการที่ แอตเลติโก มาดริด (ที่ช่วยสนับสนุนพวกเขา) ต้องการให้เพิ่มสีแดงเข้าไปในชุดแข่งเท่านั้น
นักประวัติศาสตร์ ฆวน ฆิมิเนซ มันชา ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เรื่องเล่าที่ว่าเป็นการยกย่อง ริเวอร์เพลท นั้นนับว่าน่าประทับใจ และเป็นไปได้มากกว่า

สายคาดในประเทศไทย
สำหรับในบ้านเรา เสื้อสายคาดของทีมฟุตบอลต่างประเทศถือว่าได้รับความนิยมในกลุ่มคนเล่นเสื้อบอล และมีเอกลักษณ์แตกต่าง ที่หายาก แต่สำหรับการออกแบบของทีมต่างๆ แทบจะยังไม่เคยมีปรากฏมาก่อน
ใกล้เคียงที่สุด เห็นจะเป็นเสื้อของทีมชาติไทย ในยุคที่ FBT ยังเป็นผู้ผลิต ที่มีลายเส้นทแยงคาดสีแดงบนเสื้อ แต่ก็เป็นคาดหลายๆ เส้นรวมกัน ไม่ได้เป็นสายคาดเส้นใหญ่เส้นเดียว
ถ้ามีทีมไหนทำออกมาจึงน่าจะฮือฮา และได้กระแสตอบรับที่ดีทีเดียว.




