องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER ภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง อบก. กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA, บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (THAICOM), บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยได้ร่วมกันเปิดตัว ‘แพลตฟอร์มการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ด้วย Remote Sensing และ AI’ ซึ่งจะช่วยให้การตรวจวัดมีความแม่นยำ ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่าย ทั้งยังมีความโปร่งใสและได้มาตรฐานสากล

โดยแพลตฟอร์มแรกๆ ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาของ อบก. จำนวน 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ 1. Carbon Atlas โดย GISTDA, 2. CarbonWatch โดย THAICOM, 3. CERT+ โดย SCGC และ 4. Smart Forest โดย บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่ม ปตท.

‘ณกรณ์ ตรรกวิรพัท’ ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยยกระดับการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และตรวจสอบได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ด้าน ‘ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์’ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยี LiDAR ที่ใช้เก็บข้อมูลภาคสนาม เมื่อนำมาผสมผสานกับ Remote Sensing และ Machine Learning จะช่วยให้การตรวจสอบคาร์บอนในป่าเป็นไปได้อย่างถูกต้อง โดยแพลตฟอร์ม Carbon Atlas ที่ GISTDA พัฒนาขึ้น สามารถครอบคลุมพื้นที่ป่าได้แล้วกว่า 90% ทั้งป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา ทั้งนี้ เกษตรกรรายย่อยก็สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อเข้าร่วมโครงการ T-VER โดยใช้แพลตฟอร์มนี้ได้เช่นกัน

ขณะที่ ‘ปฐมภพ สุวรรณศิริ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAICOM กล่าวว่า THAICOM มีความตั้งใจที่จะนำเทคโนโลยีอวกาศมาสร้างบริการที่ตอบสนองความยั่งยืน โดยแพลตฟอร์ม CarbonWatch ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเป็นระบบแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ซึ่งได้รับการรับรองจาก อบก. เพื่อช่วยให้การตรวจสอบคาร์บอนในป่าเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และคุ้มค่า

‘มีนา ศุภวิวรรธน์’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท. ได้ประกาศเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 โดยมีกลไกสำคัญคือการปลูกป่าและการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน โดยความร่วมมือระหว่าง ปตท. และ วรุณา นำไปสู่การพัฒนาโมเดลตรวจสอบคาร์บอนอีก 3 โมเดลที่ได้รับการรับรองจาก อบก. แล้ว ได้แก่ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และสวนยางพารา เพื่อยกระดับการตรวจสอบคาร์บอนให้ถูกต้องและได้มาตรฐาน

และในส่วนของ‘สุรเชษฐ์ ชโลธร’ Director of Manufacturing Technology and Digital บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กล่าวว่า SCGC เป็นรายแรกในประเทศที่นำเทคโนโลยี Remote Sensing และ AI ขั้นสูงมาใช้ตรวจสอบคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มต้นจากยูคาลิปตัสและได้ขยายไปสู่พืชเศรษฐกิจอื่นๆ ระบบนี้สามารถตรวจสอบการเติบโตของพืชและความเสี่ยงในพื้นที่ได้ โดยนำข้อมูลจากหลายแหล่งมารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาเชิงเทคนิคเพื่อให้ผู้สนใจได้เข้าใจข้อจำกัดและวิธีการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ พร้อมพูดคุยถึง ‘การประกันภัยคาร์บอนเครดิต’ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ต่อไปอีกด้วย