ทำเอาหลายคนแห่ห่วงไม่น้อย หลังจากที่ “หม่ำ จ๊กมก” ตลกชื่อดัง ได้ออกมาเปิดใจกับ “รายการวันบันเทิง” ช่องวัน31 ถึงเรื่องของสุขภาพว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย อีกทั้งยอมรับว่ากลัวและใจหายเมื่อคนในวงการทยอยจากไป แถมตอนนี้เจ้าตัวมีการจัดเตรียมมรดกให้แก่ลูกๆ ไว้เรียบร้อย ก็ทำเอาแฟนๆ ส่งกำลังใจให้กับตลกดังอย่างมากนั้น

ล่าสุดในแถลงข่าวภาพยนตร์ “นากรักมาก ม๊ากมาก” หม่ำได้เปิดใจถึงการเผชิญหน้ากับโรคไวรัสดังกล่าว ที่สามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับในอนาคตได้ พร้อมกับสิ่งที่ห่วง โดยหม่ำเผยว่า

“สำหรับเรื่องสุขภาพที่ตรวจเจอไวรัสตับอักเสบบี คือมันเป็นพันธุกรรมอยู่แล้วครับ คือบ้านผมเป็นทุกคน แต่คือมันไม่ได้หมายความว่าคนที่กินเหล้า กินเบียร์ แล้วเป็นมะเร็งตับ มันไม่ใช่นะ คือคนพักผ่อนน้อยก็เป็นมะเร็งตับได้ ซึ่งถ้ากินแอลกอฮอล์ด้วยและพักผ่อนน้อยด้วยก็จะไปกันใหญ่ ถามว่าตรวจเจอเมื่อไหร่ คือมันเป็นพันธุกรรมอยู่แล้วมันมีไวรัสบีอยู่แล้ว ซึ่งอาการตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไร แค่เป็นไวรัสบี ไวรัสบีก็คือว่า รอจะเป็นมะเร็งระยะแรก ซึ่งเราก็ต้องพักผ่อนเยอะๆ ลดแอลกอฮอล์พักผ่อน 8 ถึง 9 ชั่วโมงขึ้นไป

ที่เราใช้คำว่ามะเร็งคือเราก็ต้องเข้าใจมันด้วย ณ วันนี้พวกอาหารการกินมันเป็นไปด้วย พอมันกินอะไรที่แสลงเข้าไป มันก็อาจจะเป็นได้ วิธีการกินมันก็เปลี่ยน ซึ่งหมอก็ให้เราดูแลในเรื่องของการนอนและแอลกอฮอล์แค่นั้น ซึ่งมะเร็งตับการนอนนี่สำคัญมาก สังเกตดูคนเฒ่าคนแก่หรือว่านักร้องมักจะเป็นมะเร็งตับ ทั้งที่ศิลปินนักร้องเขาก็ไม่ได้กินเหล้า กินเบียร์ กันนะ เพราะเขาห่วงเสียงเขาแต่เพราะว่าเขาพักผ่อนน้อย ซึ่งเราก็พักผ่อนน้อย แต่พอมา 20 ปีหลังนี้ ก็นอนหลับเต็มตื่น ผมนอนไม่เกินสองทุ่มแล้วก็ตื่นตีสี่ แล้วก็หลับอีกรอบตอนตีห้ากว่าๆ แล้วก็ตื่นไปทำงานตอน 9 โมง คือมันไม่ต้องปรับอะไรในส่วนของร่างกายของเรา มันเป็นอัตโนมัติ ด้วยวัยของมันด้วย

ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์เราก็ลดลง แต่ว่าไม่ได้หยุด แต่ถ้ามีงานก็จะไม่ดื่ม ถ้าถ่ายหนัง 5 วัน ก็จะไม่ดื่ม อัดรายการ 3 วัน ก็จะไม่กิน ซึ่งเราทำแบบนี้มา 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ทำหนังเลยเพราะวิธีการมันเปลี่ยน มันไม่มีคาเฟ่แล้ว ตอนที่มีคาเฟ่มันเลิกตี 4 ตี 5 เราต้องนอนตี 5 กว่าๆ เกือบ 6 โมงเช้าต้องตื่นบ่าย 3 ถามว่าทำไมเรื่องแอลกอฮอล์ถึงไม่หักดิบ คือเราต้องค่อยๆ เลิก จาก 10 แก้ว ก็เหลือ 9 เหลือ 8 เหลือ 7 อย่าไปหักดิบ ซึ่งตอนนี้ก็เหลือประมาณสัก 3-4 แก้ว”

ตลกดังเล่าต่อว่า “แต่คุณหมอบอกว่าการพักผ่อนน้อยคือตัวกระตุ้นชั้นดี ใครที่ว่าเป็นมะเร็งตับนะ ถ้าใครนอนวันละ 5 ชั่วโมง ไม่เกิน 5-6 ปี เต็มที่ 10 ปี ระยะที่ 1 มาแน่ ซึ่งเราก็ไปหาหมอ 1 ปีครั้งหนึ่ง 2 ปีครั้งหนึ่ง ก็ยังดีอยู่เหมือนเดิม แต่ว่ามันเป็นพันธุกรรม ซึ่งเราทราบเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะว่ามันเป็นพันธุกรรม ถ้ามีลูก 7 คน ก็ต้องเป็นหมด เพราะว่าสมัยก่อนไม่มีวัคซีน ซึ่งเราก็ไม่ได้เครียด แต่ถามว่าโรคนี้จะหายขาดไหม มันไม่หาย มันมีแต่จะเริ่ม ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอหรือกินแอลกอฮอล์เยอะๆ มันก็จะเพิ่ม แต่ถ้าเราพักผ่อนให้เพียงพอและลดแอลกอฮอล์ลง โอกาสเป็นก็จะมีน้อย ซึ่งเราก็มีการกินยาควบคู่ไปด้วย ซึ่งกินอยู่สองตัว คือตัวที่หมอให้มาและเป็นแผนโบราณ

ทางด้านมด (ภรรยา) ก็เป็นไวรัสบีเหมือนกัน ก็ช่วยกันปรับพฤติกรรม ซึ่งเราก็เป็นห่วงเขา เราก็มีเช็กเขาตลอด จะถามว่าเขาได้เช็กเราบ้างไหม คือเราเป็นคนนอนพลิกตัวตลอด ซึ่งด้านภรรยาก็มีเตือนบ้างแต่เขาไม่ได้แรงเหมือนเรา พอมีเชื้อไวรัสในร่างกาย ถามว่ามันดึงสติอะไรของเราได้บ้าง คือมันจะคิดขึ้น เราจะอยู่ถึง 20 ปีไหม เราอยากเห็นงานแต่งหลานเรา ก็คิดนะว่าจะอยู่ให้ได้ ถ้า 20 ปีหลานคนโตอายุ 28 แล้วเขายังยังไม่แต่งงาน ก็ขอตายก่อน คืออยากเห็นหลานแต่งงาน อยากจูงหลานไปหาเจ้าบ่าว เราก็คุยกับหลานทุกวัน เมื่อสองวันก่อนเขาเอาการ์ดอวยพรล่วงหน้า ซึ่งคนเล็กก็มาก่อนเลย พูดเป็นภาษาอังกฤษ บางทีก็น้ำตาจะไหล ถามว่าซึ้งไหม คือฟังไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) แต่ลูกสาวก็มาแปลให้ฟัง

ถามว่าเราไม่หวงหลานเหรอเพราะบางคนก็ไม่อยากให้หลานแต่งงาน คือเราคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ คือถึงวันมันก็ต้องมีครอบครัว วันหนึ่งเขาก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรอก ก็เหมือนกับเอ็ม (ลูกสาว) นี่แหละ มีครอบครัวก็แยกบ้านแยกช่อง ส่วนในเรื่องของมรดกคือเราก็เริ่มทำแล้ว จะได้มีเป็นสัดเป็นส่วนกัน ไม่อยากเห็นลูกตีกันฆ่ากัน คือเราชัดเจนเลย ถ้ามี 10 บาท ก็ให้ลูกกันคนละ 4 บาท ลูกมีสองคน ก็เป็น 8 บาท อีก 2 บาท ก็เก็บให้เมีย แต่ถ้าเมียตายก่อนก็เป็นของเรา (หัวเราะ) คือแบ่งกันลงตัวแล้ว“

หม่ำ ได้เผยต่อว่า ”พอมาเป็นข่าวแล้วแฟนคลับเครียดมากเลยเขาเป็นห่วง แต่ตัวเราไม่ได้เครียด คือเรายังปกติสบายๆ ซึ่งเคยดูหมอดู หมอบอกว่าตายด้วยอุบัติเหตุ ก็เลยไม่ค่อยออกจากบ้านเท่าไหร่ ถามว่ากลัวเรื่องพวกนี้ไหม ผมไม่กลัว บางทีไปงานเพื่อนฝูงตลกที่ตาย ก็นั่งนึกอยู่เหมือนกันนะ ล่าสุดไปงานอาฉี ก่อนหน้าหน้านั้นคือยายชา ก็นั่งปลงเหมือนกันนะ เมื่อไหร่จะเป็นคิวของxวะ เราก็นั่งคิด แต่ก็คือคนตาย คนตายก็คือคนนอนหลับ คือมันหนีไม่พ้นหรอก มันไม่แน่ ผมอาจจะยังไม่ตาย คุณอาจจะตายก่อนผมก็ได้ 

ตอนนี้เราไม่ได้ห่วงอะไร ถ้าเราตายก็ห่วงเมีย เมียจะอยู่ยังไง เมียจะเหงาไหม แต่รู้สึกได้เลยว่าเมียจะต้องผอมแน่ น่าจะตรอมใจไม่กินข้าวกินปลาคิดถึงผัว แต่ถ้าเมียตายก่อน ผมก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ คนมันเคยนอนกอดกันทุกคืน การที่ไม่มีเมียอยู่หรือไม่มีผัวอยู่เราก็ใจเสียนะ ถ้าวันหนึ่งไม่อยู่ก็ต้องทำใจให้ได้ ถามว่าเราต้องทำให้ภรรยารู้ว่าเรารักเขามากไหม คือเข้าบ้านไปแล้วก็ไม่ได้พูดหรอก เพราะหูหนวกตาบอดไป เดี๋ยวมันทะเลาะกันเปล่าๆ เรื่องเก่าๆ ก็พูดซ้ำซาก บางทีก็รำคาญ ก็ในเรื่องอย่างเรื่องเชียงรายนี่แหละ ที่พูดไม่จบ ยิ่งถ้าละครเรื่องเมียน้อยเมียหลวง โลกบรรลัยเลยในบ้านหลังนั้น ถ้าเขาดูละครเกี่ยวกับพวกนี้ แล้วเรานั่งอยู่ห้องครัว สักพักหนึ่งหันมา (ทำท่าทางเบะปาก) คืออิน

สำหรับเรื่องโลกสองใบ ถามว่าช่วงนั้นอยู่ยากไหม เมื่อ 30 ปีที่แล้วมันก็อยู่ยาก มันเป็นวัยที่กำลังคะนอง เราไม่ได้คิดอะไร สนุกไปเรื่อย เลยลืมลูกลืมเมียไป แต่พอมาคิดได้อีกทีมันก็วัยหนึ่ง เดี๋ยวมันก็รู้ของมันเองแหละ เช่นผมบางทีมันอาจจะไม่ได้บังภูเขาหรอก ตัวxงเองบังภูเขาเอง”