สถานการณ์ชายแดน ยังมีความคุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการใช้กำลังทหารเข้าปะทะกัน แต่เริ่มมีการใช้มาตรการกำหนดเวลาเปิดปิดด่านชายแดน รวมถึงทางกัมพูชาก็ตอบโต้ว่าจะห้ามสั่งนำเข้าสินค้าผัก-ผลไม้จากไทย

วันนี้ เราหยิบข้อมูลมาดูถึงสถานการณ์การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ว่ามีปริมาณการค้าสำคัญมากน้อยแค่ไหน โดยปัจจุบันไทยและกัมพูชา มีด่านการค้าที่สำคัญด้วยกันอยู่ 5 ด่าน ซึ่งวัดจากมูลค่าการค้ากรมศุลกากร เมื่อปี 67 มีดังนี้  

  • ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว 110,718 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 63.4% 
  • ด่านคลองใหญ่ จ.ตราด 29,289 ล้านบาท  สัดส่วน 16.8%
  • ด่านจันทบุรี  26,621 ล้านบาท สัดส่วน 15.3%
  • ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ 6,084 ล้านบาท สัดส่วน 3.5%
  • ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ 1,818 ล้านบาท สัดส่วน  1.0%

ทั้งนี้ รวมกัน 5 ด่าน มูลค่าการค้ารวม 174,530 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 100% ของการค้าทั้งหมดของทั้ง 2 ประเทศ ดังนั้น หากปิดด่านอรัญประเทศเพียงแห่งเดียว จะส่งผลต่อมูลค่าการค้า มากกว่า 60% ของทั้งหมด ปิดด่านคลองใหญ่ และจันทบุรี รวมกันอีก 30% ดังนั้น การปิดด่านใหญ่ 3 แห่งจะทำให้การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาหยุดชะงักเกือบทั้งหมด

ส่วนผลกระทบเชิงโครงสร้างสินค้า

  • สินค้าส่งออกสำคัญของไทยช่วงเดือน ม.ค.–เม.ย. 68 ได้แก่ เครื่องดื่ม ส่วนประกอบรถยนต์ จักรยานยนต์, เครื่องยนต์, เครื่องจักรกลเกษตร  คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
  • สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง, เศษโลหะ อะลูมิเนียม, ทองแดง, ลวดสายไฟ ฯลฯ โดยสินค้าเหล่านี้สำคัญต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย เช่น อาหารสัตว์, รีไซเคิล, อิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังประเมินว่า การปิดด่านจะทำให้เกิดความล่าช้า, ต้นทุนเพิ่ม, ห่วงโซ่การผลิตสะดุด ซึ่งแม้ปัจจุบัน  จะมีการปรับวันและเวลาเปิด-ปิดด่าน เฉพาะการควบคุมคนเข้าออก ไม่กระทบการค้าสินค้าโดยรวม แต่ถ้ามีการปิดด่านอย่างถาวร หรือปิดหลายด่านพร้อมกันจะกระทบทันทีในระดับเหล่านี้

  • ระยะสั้นใน 3 เดือนแรก ธุรกิจรายย่อยข้ามแดน เช่น ตลาดชายแดนหยุดชะงัก โลจิสติกส์เปลี่ยนเส้นทาง
  • ผลกระทบระยะกลาง 3–12 เดือน ผู้ส่งออกต้องหาตลาดหรือเส้นทางใหม่ อุตสาหกรรมไทยที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากกัมพูชาเริ่มกระทบ
  • หากยืดเยื้อนานเกิน 1 ปี  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพพรมแดนลดลง ความสัมพันธ์ทางการค้าอาจเปลี่ยนไปสู่ช่องทางทางทะเลหรือผ่านประเทศอื่นแทน

สำหรับโอกาสในการบริหารความเสี่ยง

  • กรณีหากการปิดด่านเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการควรพิจารณา การกระจายความเสี่ยงการค้าไปยังด่านอื่นที่ยังเปิดอยู่ รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งทางเลือก เช่น รถไฟ, ทางทะเล ผ่านเวียดนาม ลาว ตลอดจนการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจให้ผู้ค้า