จากกรณีไทยและกัมพูชา ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าด้านเทคนิค และเตรียมประชุมพิเศษเดือนกันยายน แต่จุดสำคัญ คือ ไทยสามารถแนบท่าทีตอบโต้ในเอกสาร “Agreed Minutes” ซึ่งมีผลผูกพันตามหลักทูต ทำให้กัมพูชายอมรับโดยปริยาย ทั้งในเรื่องสิทธิการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการหยุดเจรจาใน 4 พื้นที่ อีกทั้งประเทศไทยยังย้ำไม่มีการหารือเรื่องศาลโลก หรือแผนที่ 1:200,000 พร้อมเดินหน้าทวิภาคีโดยใช้ความอดกลั้นเป็นหลัก ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
อาจารย์ มธ.วิเคราะห์แถลงข่าว ‘JBC’ สะท้อนชั้นเชิงไทย เจรจาได้เปรียบคู่เจรจา
ไทยสวนกลับกัมพูชา ยันเวทีเจบีซีไร้หารือปมแผนที่ 1:200,000

ล่าสุด วันที่ 18 มิ.ย. 68 “วาสนา นาน่วม” ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก “Wassana Nanuam” ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงกรณีนักวิชาการทหารเตือนไทยอย่ารอให้ถูกกระทำก่อน ระบุว่า “ไทยต้องเป็น “ผู้กำหนดเกม” นักวิชาการทหารแนะ กองทัพ-รัฐบาลสู้เขมร ต้องใช้ Offensive Comprehensive Security ไทยต้อง “ออก นอก กรอบ” ใช้เครื่องมือในทุกมิติ เพื่อรักษาอธิปไตย รุกด้วยปัญญา ไม่ใช่ใช้อาวุธ ชี้ หากตั้งรับอย่างเดียวจะถูกครอบงำทีละขั้น เตือนไทยใช้วิธี “รอให้ถูกกระทำก่อนแล้วค่อยตอบโต้” เท่ากับเปิดพื้นที่ให้กัมพูชารุกไล่ทีละน้อย ต้องวางแผนเชิงรุกแบบองค์รวม ไม่เช่นนั้นไทยจะถูกตัดอธิปไตยทีละชิ้นโดยไม่มีสงคราม ไทยต้องเปลี่ยนจาก “ฝ่ายที่ถูกกระทำ” เป็น “ผู้กำหนดเกม” แทนที่จะเป็น “ผู้ตั้งรับ”

อีกทั้ง “เสธ.จ้อน” พลเอก เจิดวุธ คราประยูร อดีต อาจารย์ รร.เสนาธิการทหารบก เขียนบทความ เรื่องการรับมือกับสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่กัมพูชา กำลังใช้โจมตีประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งทางกฎหมาย ข้อมูล สังคม ความมั่นคงภายใน และพื้นที่ชายแดนแบบค่อยเป็นค่อยไป ประเทศไทยและกองทัพจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปรับวิธีคิด วิธีทำงาน และแนวทางการตอบโต้ให้ทันสมัย และรอบด้านโดยใช้แนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติแบบองค์รวม” (National Comprehensive Security) ซึ่งไม่ใช่ความมั่นคงทางทหารเพียงด้านเดียว แต่เป็นความมั่นคงในทุกมิติ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และต้องปรับจาก ท่าทีตั้งรับ (Defensive) มาเป็น แนวทางเชิงรุก (Offensive Comprehensive Security) ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

เหตุผลที่ไทยต้องใช้แนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติแบบองค์รวมเชิงรุก” (Offensive Comprehensive Security) มีดังต่อไปนี้
1. ภัยคุกคามไม่ได้มาเฉพาะทางทหารอีกต่อไป
• Hybrid Warfare ของกัมพูชาผสมผสานการโจมตีในหลายมิติ เช่น
• การบิดเบือนข้อมูล (Information Warfare)
• การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ (People-Centric Subversion)
• การบั่นทอนความมั่นคงภายในผ่านธุรกิจผิดกฎหมาย (Gray-Zone Crime Ops)
• การใช้กฎหมายระหว่างประเทศโจมตีไทย (Lawfare)
ดังนั้น การตอบโต้ด้วยกำลังทหารอย่างเดียว จึงไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยต้อง “ออก นอก กรอบ” และใช้เครื่องมือในทุกมิติ เพื่อรักษาอธิปไตย
2. หากตั้งรับอย่างเดียว จะถูกครอบงำทีละขั้น (Salami Slicing)
• การที่ไทยใช้วิธี “รอให้ถูกกระทำก่อนแล้วค่อยตอบโต้” เท่ากับเปิดพื้นที่ให้กัมพูชารุกไล่ทีละน้อย
• Salami Slicing Strategy คือกลยุทธ์ที่ใช้การยึดครองหรือชิงอิทธิพลแบบค่อยเป็นค่อยไป
ดังนั้น หากไทยไม่วางแผนเชิงรุกแบบองค์รวม ไทยจะถูกตัดอธิปไตยทีละชิ้น โดยไม่มีสงคราม
3.แนวทางแบบองค์รวมเชิงรุกทำให้ไทย “รุกด้วยปัญญา ไม่ใช่ใช้อาวุธเท่านั้น”
• Offensive Comprehensive Security ไม่ได้หมายถึงการใช้อาวุธก่อน แต่หมายถึงการรุกในมิติที่ไทยได้เปรียบ
• สงครามข้อมูลกลับ (Counter-Information Ops)
• การรุกทางการทูตและพันธมิตรในเวทีโลก (Diplomatic Offensive)
• การรุกทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน เช่น Free Trade Zone ฝั่งไทย
• การเสริมพลังชุมชนชายแดนให้ต้านทานการแทรกแซงจากภายนอก (Community Resilience Building)
ดังนั้น ไทยจะกลายเป็น “ผู้กำหนดเกม” แทนที่จะเป็น “ผู้ตั้งรับ”
4. แนวทางนี้จะเสริมสร้างอิทธิพลและบทบาทของไทยในเวทีอาเซียนและนานาชาติ
• การใช้ Comprehensive Security แบบเชิงรุก จะช่วยให้ไทยสามารถ :
• รักษา “ความเป็นแกนกลางของอาเซียน” (ASEAN Centrality)
• เป็นผู้นำในมาตรการตอบโต้ Hybrid Threats ในภูมิภาค
• วางกรอบความร่วมมือชายแดนแบบยั่งยืนในระดับพหุภาคี

อย่างไรก็ตาม ไทยจะไม่ใช่แค่ “ฝ่ายที่ถูกกระทำ” แต่เป็น “ผู้นำการออกแบบระบบป้องกันระดับภูมิภาค” ผลที่คาดหวังจากการใช้แนวคิดเชิงรุกแบบองค์รวม คือ สามารถปกป้องอธิปไตยไม่ให้กัมพูชาแทรกซึม หรือรุกพื้นที่ชายแดนทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา สร้างภูมิคุ้มกันในชุมชน ชาวบ้านจะไม่ตกเป็นเหยื่อของ Soft Power หรือการปลุกระดมจากกัมพูชา ไทยจะกลายเป็นต้นแบบของการจัดการภัยคุกคามแบบลูกผสม ปรับระบบราชการ รัฐไทยจะต้องเปลี่ยนจาก “ระบบแบบไซโล” เป็น “ระบบบูรณาการเชิงรุก” การใช้แนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติแบบองค์รวมเชิงรุก” คือคำตอบเชิงกลยุทธ์ของไทยในการ ไม่เพียง “ป้องกัน” แต่ “พลิกเกม” และ “ออกแบบอนาคตความมั่นคง” ของชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมที่จะรักษาความมั่นคงของภูมิภาคและหลักการของอาเซียน

ขอบคุณข้อมูล : Wassana Nanuam