สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ว่า การศึกษาโดยหน่วยงานวิจัย “อินซิกต์ กรุ๊ป” ของบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ “เรคอร์ด ฟิวเจอร์” ระบุถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่หน่วยข่าวกรองของจีน จะใช้เอไอในการขับเคลื่อนปฏิบัติการลับ เช่นเดียวกับหน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตก

จากการตรวจสอบใบสิทธิบัตรของกองทัพปลดปล่อยประชาชน (พีแอลเอ) สัญญาที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และเอกสารอื่น ๆ จีนอาจใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่างผสมผนาน และเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถประมวลผลออกมาเป็นภาษามนุษย์ หนึ่งในนั้น ได้แก่ เมตาและโอเพนเอไอของสหรัฐ รวมถึงเอไอของจีนอย่างดีปซีค จื้อผู่ เอไอ และอื่น ๆ

เมื่อเดือน ต.ค. 2567 สถาบันวิจัยยุทโธปกรณ์และวิทยาศาสตร์ของจีน ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสำหรับใช้ข่าวกรองต่าง ๆ ในการฝึกแบบจำลองทางทหาร โดยได้กล่าวถึงวิธีการใช้งาน ซึ่งรวมถึงการจัดทำแผนปฏิบัติการ และช่วยวิเคราะห์กองกำลังฝ่ายจีนและฝ่ายศัตรูได้

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จีนเข้มงวดการควบคุมข้อมูลที่หน่วยงานด้านทหารและหน่วยข่าวกรองได้รับ แต่แม้เรคอร์ด ฟิวเจอร์ จะเห็นการจัดหาโมเดลเอไอของกองทัพจีนบ่อยครั้ง ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวถูกใช้อย่างไร

หน่วยงานเหล่านี้ดูเหมือนจะหันมาใช้ดีปซีคแทนเอไอของตะวันตกอย่างรวดเร็ว ตามบันทึกจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ ในขณะที่โอเพน เอไอ เริ่มปราบปรามกิจกรรมจากจีน ซึ่งส่วนใหญ่รวมถึงพฤติกรรมการใช้ในทางที่ผิด เช่น การใช้แชตจีพีทีเพื่อสร้างความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับการยุบหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (ยูเอสเอด)

รายงานระบุว่า โมเดลข่าวกรองนี้ถูกปรับให้เข้ากับอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยจะผลิตข่าวกรองที่ลำเอียงไปในลักษณะเดียวกัน แม้นักวิจัยด้านความมั่นคงสาธารณะของจีน จะแสดงความกังวลว่า ความเป็นกลาง ความไม่เลือกข้าง ลัทธิเสรีนิยมใหม่ และทุนนิยม อาจแทรกซึมเข้าไปในงานข่าวกรองที่ใช้โมเดลจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ รายงานพบตัวอย่างที่ระบุว่า นอกเหนือจากการวิเคราะห์ข่าวกรองแล้ว จีนยังสามารถใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่และเอไอในการช่วยผู้บัญชาการทางทหาร ปรับปรุงการกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ.

เครดิตภาพ : AFP