ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสนใจกับมาตรการซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปรับซิลลิ่ง-ฟลอร์ จาก 30% เหลือ 15% และมาตรการกำหนดกรอบเคลื่อนไหวของราคาซื้อ-ขายหลักทรัพย์ระหว่างวัน จากเดิม ±10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น เป็น ±5% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 23-27 มิ.ย. 68 นั้น
ในฝั่งของ หุ้น KTC, BEC และ XPG กลับร่วงหนักจนติดฟลอร์ หรือราคาต่ำสุดที่กำหนด แม้ในวันต่อมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศยกเลิกใช้มาตรการชั่วคราว นับตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. 68 แต่ยังพบว่า ราคาหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ ปรับลดลงต่อเนื่อง 3 วันติด (23-25 มิ.ย. 68) โดยที่
- หุ้น KTC ราคาลดลงจากหุ้นละ 34.75 บาท เหลือหุ้นละ 26.50 บาท
- หุ้น BEC ราคาลดลงจากหุ้นละ 3.66 บาท เหลือหุ้นละ 1.83 บาท
- หุ้น XPG ราคาลดลงจากหุ้นละ 0.71 บาท เหลือ 0.45 บาท

สาเหตุที่หุ้นเหล่านี้ปรับลดลงต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน นั่นเป็นเพราะ “แรงขายบังคับ” (Forced Sell) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่ถูกนำไปวางเป็นหลักประกันในบัญชีมาร์จิ้นลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด โดยผู้ถือหุ้นไม่สามารถเติมเงินสดหรือวางหลักประกันเพิ่มเติมได้ทันเวลา ส่งผลให้โบรกเกอร์ต้องดำเนินการขายหลักทรัพย์ออกจากพอร์ตทันทีเพื่อควบคุมความเสี่ยง
ทั้งนี้ บัญชีมาร์จิ้นคือบัญชีที่โบรกเกอร์จัดให้สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในหุ้น โดยนักลงทุนจะใช้เงินทุนของตนเองบางส่วน และอีกส่วนหนึ่งกู้จากโบรกเกอร์ ตัวอย่างเช่น หากโบรกเกอร์กำหนดสัดส่วนหลักประกันที่ 50% นักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นมูลค่า 100 บาท ต้องใช้เงินตัวเอง 50 บาท และอีก 50 บาทเป็นเงินกู้จากโบรกเกอร์ พร้อมทั้งต้องชำระดอกเบี้ยเงินกู้ตามข้อตกลง
หากราคาหุ้นที่ถูกนำไปวางเป็นหลักประกันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด นักลงทุนจะต้องรีบเติมหลักประกันหรือวางเงินสดเพิ่มทันที หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่โบรกเกอร์กำหนด โบรกเกอร์มีสิทธิบังคับขายหลักทรัพย์ในพอร์ต (Forced Sell) เพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเพิ่มเติม
“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” นักกลยุทธ์การลงทุน กรรมการผู้จัดการ บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ให้ความเห็นว่า การเอาหุ้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลงทุน บางครั้งหากเห็นโอกาสก็ทำได้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ในอีกแง่ หากนำหุ้นไปวางเป็นหลักทรัพย์ แล้วชวนพรรคพวกมาไล่ซื้อหุ้น สร้างราคาให้นักลงทุนรายอื่นซื้อตาม แล้วตัวเองเทขายออกทำกำไรแบบนี้ “ไม่โอเค”
“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ KTC จะคล้ายๆ กับกรณีของหุ้น EA และ RS”
สำหรับการใช้กลไกนี้ไม่ผิด เพราะมีทั้งดี-ทั้งเสีย บางครั้งต้องมองวัตถุประสงค์และความจำเป็น โดยที่การนำหุ้นไปจำนำไม่ผิด แต่ต้องรายงานให้นักลงทุนรับทราบ ซึ่งหากนักลงทุนไม่อยากเจอเรื่องเสี่ยงๆ แบบนี้ แนะนำอย่าเลือกลงทุนหุ้นที่มีผู้ถือหุ้นรายบุคคลกระจุกตัว ควรกระจายเลือกหุ้นที่มีสถาบันเข้ามาถือด้วย



