นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแนวทางการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยส่งไปประเทศที่สามว่า ขณะนี้กรมได้เร่งปรับปรุงบัญชีสินค้าที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง ซึ่งจะมีการเพิ่มบัญชีสินค้าเฝ้าระวังส่งออกไปสหรัฐ จาก 49 รายการ เพิ่มเป็น 65 รายการ โดยคาดจะประกาศรายชื่อสินค้าเพิ่มเติมได้ในเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าส่งออกจากไทยว่า เป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่ได้ทำข้อตกลงไว้กับประเทศคู่ค้า
นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้เพิ่มความเข้มงวดการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (ซี/โอ) แต่เพียงผู้เดียว สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาในรายการเฝ้าระวัง พร้อมกับยกระดับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบเข้มข้น ด้วยการลงพื้นที่ตรวจโรงงาน ตรวจสอบเอกสาร และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งมาตรการตรวจสอบใหม่เริ่มใช้ในเดือน มิ.ย. แล้ว ขณะเดียวกัน ยังได้จับมือกรมศุลกากรไทย ป้องกันการยื่นเอกสารเท็จ และเพิ่มความสามารถในการติดตามแหล่งที่มาของสินค้าด้วย
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มว่า สำหรับการเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังไปสหรัฐ 65 รายการ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยนำเสนอให้ทางการสหรัฐพิจารณา เพื่อลดการเก็บภาษีตอบโต้กับไทยที่ปัจจุบันกำหนดไว้ 36% โดยสินค้าที่เพิ่มขึ้น 16 รายการ อาทิ กระเทียมสด กรดซิตริก เรซินพีอีที ริบบิ้นพลาสติก ตลับลูกปืน กระเบื้องเซรามิก ผลิตภัณฑ์เหล็ก ข้อต่อเหล็ก นอต สกูร ตะปู ท่อทองแดง เครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ แชสซีและชิ้นส่วน พื้นผิวหินควอตช์ ดินสอ เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ เป็นต้น
นางอารดา กล่าวว่า ขณะเดียวกันกรมฯ ได้พิจารณาดำเนินการไต่สวนมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทะลักของสินค้านำเข้าจากชาติอื่น โดยการเรียกเก็บอากรเพิ่มเติมกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 68 และวันที่ 6 มิ.ย. 68 กรมฯ ได้จัดประชุมร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและกำหนดกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงที่อาจทะลักเข้ามาไทยมากขึ้นจากผลการใช้มาตรการทางการค้าของประเทศต่าง ๆ และติดตามสถานการณ์การนำเข้า โดยจะนำข้อมูลนำเข้ารายสินค้ามาประเมินสถานการณ์ตามหลักเกณฑ์การเปิดไต่สวนมาตรการเซฟการ์ด
“กรมฯ จะเร่งกระชับกระบวนการไต่สวนมาตรการ เซฟการ์ด ให้สั้นกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดให้ไต่สวนเสร็จสิ้นภายใน 270 วัน ในระหว่างกระบวนการไต่สวนสามารถใช้มาตรการชั่วคราวได้ โดยสามารถใช้บังคับหลังจากเปิดไต่สวนได้เมื่อมีหลักฐานชัดแจ้งว่าการนำเข้าทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงเพื่อป้องกันความเสียหายเร่งด่วน และใช้บังคับไม่เกิน 200 วัน”



