สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่ากฎหมายต่อต้านสแกมเมอร์ฉบับใหม่ของสิงคโปร์ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมายรวมถึง การมอบอำนาจให้ตำรวจ และสำนักงานกิจการพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสอบสวนอาชญากรรมทางธุรกิจ สามารถระงับการทำธุรกรรมของบัญชีธนาคารใดก็ตาม หากพบเบาะแสหรือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าของบัญชีนั้นกำลังจะโอนเงินเข้าสู่บัญชีของแก๊งมิจฉาชีพ แม้เป็นการโอน “โดยสมัครใจ”


ทั้งนี้ บุคคลซึ่งอยู่ภายใต้คำสั่งห้ามดังกล่าวจะไม่สามารถใช้งานบัตรเอทีเอ็ม ทำธุรกรรมระหว่างบัญชี และไม่สามารถขอรับบริการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อได้ โดยจะทำได้เพียงการถอนเงินสดเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานสามารถใช้คำสั่งระงับการทำธุรกรรมของเจ้าของบัญชีได้สูงสุด 5 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน


แม้ฝ่ายค้านของสิงคโปร์วิจารณ์กฎหมายนี้ ว่าล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน แต่ยังคงสนับสนุน เนื่องจากเชื่อว่า เป็นหนทางเด็ดขาดที่สุดในเวลานี้ ที่น่าจะช่วยหยุดการโอนเงินของผู้ที่กำลังตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพได้


ขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า สิงคโปร์น่าจะเป็นประเทศแรกของโลก ที่เปิดทางให้พนักงานสอบสวนสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของประชาชน อนึ่ง ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ระบุว่า การหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 650 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 16,574.47 ล้านบาท) เมื่อปี 2566

ด้านสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) รายงานว่า อาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้กลุ่มประเทศในภูมิภาคแห่งนี้สูญเสียเงินรวมกัน 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.19 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2566.

เครดิตภาพ : AFP