สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองเปตาลิงจายา ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่า ดร.โมฮัมหมัด อัฟซานิซาม อับดุล ราชิด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารมูอามาลัตมาเลเซีย กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียได้ดำเนินการตามสมควร และสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อรองรับมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา แต่เนื่องจากภาษีทรัมป์อยู่เหนือความควบคุมของรัฐบาล จึงต้องใช้หลักปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อจัดการปัญหา

เขาเสริมว่า มาเลเซียจะ “ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่” ไม่ว่าจะถูกกำหนดมาตรการภาษีจากสหรัฐหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาษีศุลกากรนี้เร่งให้เกิด “ความจำเป็น” ในการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ

นายเจฟฟรีย์ วิลเลียมส์ นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า มาเลเซียอาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม หากการเจรจาเรื่องภาษีนำเข้าล้มเหลว โดยการส่งออกจะได้รับผลกระทบทางตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ถูกกีดกัน

ในทางอ้อม หากประเทศอื่นแสดงความก้าวร้าว การค้าโลกที่หยุดชะงักอาจซ้ำเติมผลกระทบต่อการค้าสุทธิของมาเลเซีย และแม้ว่าการค้าและการส่งออกโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่การค้าสุทธิของมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2566 ซึ่งหากดำเนินต่อไปก็อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568

วิลเลียมส์เสริมว่า ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ อาจถูกบังคับให้ปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น มาเลเซียจึงควรหลีกเลี่ยงการเข้าข้างในข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับเอเชีย และควรแสวงหาความร่วมมืออย่างหลากหลาย

วิลเลียมส์เสนอว่า นโยบายที่ชาญฉลาดที่สุดคือ “การลดภาษีศุลกากร” และ “อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร” ควบคู่ไปกับการปล่อยให้ผู้บริโภคตัดสินใจ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลระบุอย่างชัดเจนว่า “การเจรจาดำเนินไปถึงจุดใด”

ดร.เย่ กิม เล้ง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซันเวย์ กล่าวว่า ภาษีศุลกากรเพิ่มเติม 10% จากอัตราเดิมที่ 24% ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาในขณะนี้ อาจทำให้ราคาสินค้าจากมาเลเซียสูงขึ้น จนส่งผลให้เกิดภาวะเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและราคาอย่างฉับพลัน.

เครดิตภาพ : AFP