เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่ที่ประชุมร่วมระหว่าง สส. กับคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีวาระสำคัญคือการให้สัตยาบันย้อนหลัง เพื่อรองรับการเข้าร่วมรัฐบาลและการส่งรายชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้มิได้ผ่านมติพรรคตามข้อบังคับที่กำหนดไว้ ซึ่งการให้สัตยาบันดังกล่าว คือการยอมรับว่าได้ทำผิดข้อบังคับพรรคจริง และยิ่งแสดงชัดว่าการเสนอชื่อรัฐมนตรี ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่พรรคกำหนดไว้แต่แรก ยิ่งไปกว่านั้น ข้อบังคับพรรคก็ไม่ได้เปิดช่องให้สามารถให้สัตยาบันย้อนหลังได้เลย เพราะข้อบังคับพรรคได้กำหนดหมวดว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้โดยเฉพาะแล้ว

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา แต่คือการทำผิดซ้ำสอง และยังสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หากมีการแก้ไขเอกสารการประชุมย้อนหลัง รวมถึงอาจเข้าข่ายขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 21 ที่กำหนดให้กรรมการบริหารพรรคต้องดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด อันจะนำไปสู่การผิดจริยธรรมด้วย

“ผมไม่นึกว่าวันนี้ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ เพราะหากทำถึงขนาดนี้ได้ ก็เท่ากับว่า ข้อบังคับไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้คือการออกนิรโทษกรรมให้ตัวเองโดยพลการ ทำลายหลักธรรมาภิบาลของพรรค และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือในสายตาของมวลสมาชิกและประชาชน และผมผิดหวังต่อทิศทางของพรรค ความเป็นประชาธิปัตย์ในอดีตได้สิ้นสุดลงแล้ว ประชาธิปัตย์ ไม่เหลือความเป็นประชาธิปัตย์ดั้งเดิมอีกต่อไปแล้ว นับแต่นี้พรรคจะอยู่ในกำมือของคนเพียงสองคนหรือไม่กี่คน ที่จะสุมหัวกันคิดทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องคำนึงถึงข้อบังคับพรรค และเมื่อถึงจุดที่ข้อบังคับถูกเหยียบย่ำ ความเป็นประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่อยู่มาแล้วกว่า 79 ปี ก็หมดสิ้นและจบกันแล้วจริงๆ” นายนิพนธ์ กล่าว