เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 19.28 น. วานนี้ (12 ก.ค.) ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เมืองระนอง รับแจ้งเหตุคนร้ายชิงทอง ในร้านทองคำเยาวราช ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาระนอง ต.บางนอน อ.เมืองระนอง จึงรีบสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ พร้อมด้วยกำลังชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง เร่งรุดเข้าที่เกิดเหตุทันที พร้อมสั่งการให้ป้อมยามตำรวจบนถนนสายหลัก ออกตั้งจุดสกัดบนถนนสายสำคัญ รอบเขตตัวเมืองระนอง โดยแจ้งรูปพรรณเป็นคนร้ายสวมเสื้อแขนยาวมีหมวกสวมศีรษะ และสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า กางเกงขายาว และสวมรองเท้าผ้าใบ
กระทั่งมาถึงบริเวณด้านข้างของห้างดังกล่าว ห่างจากร้านทองจุดเกิดเหตุประมาณ 90 เมตร พบพนักงานร้านทองและพนักงานห้าง รวม 3 คน และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง ได้ทำการควบคุมคนร้ายไว้เป็นที่เรียบร้อย โดยตรวจของกลางทองที่วิ่งราวมีจำนวน 8 เส้น น้ำหนัก 8 บาท รวมมูลค่าร่วม 500,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สอบถามคนร้ายผู้ก่อเหตุ ทราบว่า ชื่อนายสุเมธ ลีลาพันธสิทธิ์ อายุ 35 ปี ชาว จ.ตรัง เคยขายของในห้างที่ จ.ตรัง แต่ตกงานมาร่วม 6 เดือน มาอาศัยอยู่กับแฟนที่ระนอง พอถามว่ามาก่อเหตุที่ห้างโดยรถอะไร นายสุเมธ ให้การว่ามีคนมาส่ง เป็นคนในละแวกใกล้บ้านเช่า แต่ยังคงให้การสับสนว่าเดินทางมาก่อเหตุแล้วจะกลับหรือหลบหนีอย่างไร จึงต้องมีการสอบถามผู้ก่อเหตุอีกครั้ง เมื่อตรวจสอบประวัติเบื้องต้น เคยถูกดำเนินคดีและต้องโทษ ในข้อหาฉ้อโกง และวิ่งราวทองหนัก 2 บาท ที่ จ.ตรัง มาก่อน
นายสุริยะ เปลี่ยนสมบัติ อายุ 26 ปี พนักงานประจำร้านทองคำเยาวราช ที่วิ่งไล่ตามคนร้ายมา กล่าวว่า ในขณะกำลังเก็บทองจะปิดร้าน จู่ๆ คนร้ายเดินเข้ามาแล้วหยิบทองวิ่งออกไปทันที ตนจึงวิ่งไล่ตามมาทันตรงจุดข้างห้าง จึงกระโดดถีบหลัง โดยมีพี่พนักงานวิ่งถือไม้มาช่วยอีก 2-3 คน ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมควบคุมตัว

พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล ผบก.ภ.จว.ระนอง กล่าวว่า ในขณะที่ร้านทองกำลังจะปิด พนักงานขายในร้านกำลังจะเก็บทอง นายสุเมธ ได้เดินเข้าไปในร้านทอง จากนั้นก็ทำการหยิบทองที่ตั้งอยู่วิ่งหนีออกจากร้านไปด้านหลังห้าง พนักงานชายประจำร้านได้วิ่งตามไปทัน และได้กระโดดถีบหลัง จนคนร้ายล้มลง เป็นจังหวะที่มีพลเมืองดีเข้ามาช่วย กันกอดรัดฟัดเหวี่ยง ซึ่งตอนเกิดเหตุพนักงานร้านได้รีบโทรแจ้ง 191 และมีตำรวจอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุพอดี ตามที่ได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่จัดเวรยามช่วงร้านทองปิด ให้มาตรวจตราเป็นประจำ ก่อนจะควบคุมตัวไว้ได้ ซึ่งกรณีนี้นับได้ว่าเป็นกรณีร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งพลเมืองดี พนักงานร้าน และตำรวจช่วยกันจับคนร้ายไว้ได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที.



