จากกรณีร้อนในโลกออนไลน์ หลังมีการเผยเรื่องราวที่เมืองหนานจิง ประเทศจีน สำหรับนายเจียว หรือที่คนรู้จักกันในชื่อ Sister Hong หรือคนไทยเรียกกันว่า เจ๊หงส์ โดยภายหลังได้มีการขนานนามว่า “ลุงแดงหนานจิง” (Nanjing Uncle Red) ได้ติดตั้งกล้องลับในห้องพักของตัวเอง เพื่อแอบถ่ายคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์กับเหล่าผู้ชายที่มาเยือน โดยอ้างว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายกว่า 1,000 คน แถมยังแอบถ่ายคลิปแล้วนำไปขายออนไลน์ จนถูกจับกุมไปแล้ว ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจ หมอแล็บแพนด้า ได้ออกมาเผยเคสโค้ชฟิตเนสชาวจีน ที่ติดเชื้อ H. pylori จาก “เจ๊หงส์” พร้อมอธิบายช่องทางการติดเชื้อ เช่น ทางน้ำลาย ปากสู่ปาก หรือใช้ของร่วมกัน และเชื้อนี้อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะเรื้อรังหรือมะเร็งได้

โดยเพจหมอแล็บแพนด้า ระบุข้อความว่า “เมื่อวานโค้ชฟิตเนสหนุ่มชาวจีนรายหนึ่ง จากเมืองหนานจิง ได้ออกมาบอกว่าติดเชื้อแบคทีเรีย “Helicobacter pylori” หรือ “เอชไพโลไร” จากเจ๊หงส์ และแพทย์ก็ยืนยันว่าติดจริง ซึ่งเชื้อ “เอชไพโลไร” ตัวเนี่ย สามารถตรวจเจอในน้ำลายของคนที่ติดเชื้อได้ จึงเป็นไปได้ที่เชื้อแพร่ทางนี้ แต่แค่การจูบอย่างเดียวโอกาสติดเชื้ออาจไม่สูงเท่ากับช่องทางอื่นๆ ไม่ได้จูบแล้วติดทุกคนเสมอไป มันขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อในน้ำลายของอีกฝ่าย ระยะเวลาการจูบ หรือพวกแผลในช่องปาก แสดงว่าจูบกันดูดดื่ม ดุเดือดอยู่เหมือนกันนะนี่”

อีกทั้ง กลไกที่แน่ชัดในการติดต่อ อาจจะยังไม่เป็นที่เข้าใจทั้งหมด แต่ช่องทางการติดต่อ มีดังต่อไปนี้
1. การติดต่อทางปากสู่ปาก (Oral-oral route)
2. การติดต่อทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-oral route) คือ “ขี้เข้าปาก” เป็นช่องทางที่พบบ่อยกว่า ถ้าใครเข้าห้องน้ำแล้วล้างมือไม่สะอาด เชื้อก็อาจจะไปปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำได้ แล้วเราก็กินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว แล้วเข้าสู่ร่างกายทางปากได้
3. การใช้ช้อนส้อม จาน หรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้ติดเชื้อก็ติดต่อกันได้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะได้รับเชื้อตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะจากคนในครอบครัวที่ติดเชื้อ

นอกจากนี้ “พอเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปาก มันก็จะเดินทางไปหาบ้านในฝันของมันที่ชื่อว่า “กระเพาะอาหาร” แล้วมันจะใช้กลไกดิ้นรน เอาชีวิตรอดในกระเพาะอาหารที่มีแต่กรดเข้มข้น มีดังต่อไปนี้
1. การเคลื่อนที่ไปหาเกาะกับเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารอย่างแน่นหนา กระเพาะบีบตัวยังไงมันก็ไม่หลุด
2. จากนั้นมันจะสร้างเอนไซม์ที่ชื่อว่า ยูรีเอส (urease) เพื่อเปลี่ยนยูเรียในกระเพาะอาหาร ให้กลายเป็นแอมโมเนียและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแอมโมเนียทำให้ความเป็นกรดรอบๆ ตัวแบคทีเรียเป็นกลาง มันเลยอยู่รอดได้
3. แถมมีกลไกหลีกเลี่ยงการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันได้ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อมาอยู่บ้านเราแล้ว ยังสร้างสารพัดพิษร้ายมาป่วนเซลล์กระเพาะเราอีก ดังต่อไปนี้
1. CagA คือ สารตัวนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาทำให้เซลล์อักเสบเรื้อรัง และที่น่ากลัวคือมันเพิ่มความเสี่ยงให้เซลล์นั้น กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ในอนาคต
2. VacA คือ สารนี่ก็ร้ายไม่แพ้กันครับ มันจะทำให้เซลล์กระเพาะเราตาย ทำให้ผนังกระเพาะอ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม H. pylori มันป่วนในกระเพาะเรานานๆ เข้า ก็จะเกิดโรคไม่ดีตามมา จะมีดังต่อไปนี้
1. กระเพาะอักเสบเรื้อรัง คือ อันนี้เบสิกสุดๆ ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นกระเพาะอักเสบเรื้อรังหมดเลย มักจะ “ไม่แสดงอาการ” กว่าจะรู้ตัวก็ตอนเป็นเยอะแล้ว
2. แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก คือ อันนี้แหละครับที่ทำให้คนปวดท้องจี๊ดๆ เพราะการอักเสบเรื้อรังและสารพิษของ H. pylori ทำให้ผนังกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้นอ่อนแอลง พอเจอฤทธิ์กรดในกระเพาะ ก็เลยกัดเซาะจนเป็น “แผล” ขึ้นมาได้ไง
3. มะเร็งกระเพาะอาหาร คือ เจ้าเชื้อก่อการร้าย H. pylori นี่ถูกยกให้เป็น สารก่อมะเร็งชนิดที่ 1 ที่องค์การอนามัยโลกออกหมายจับมันไว้เลยนะครับ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มี CagA มันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารขึ้นไปอีกหลายเท่า
4. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง MALT ของกระเพาะ คือ เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่เกิดในกระเพาะ ซึ่งเกือบทั้งหมดเกิดจาก H. pylori นี่เอง

ขอบคุณข้อมูล : หมอแล็บแพนด้า