“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือ “บิ๊กเต่า” หลังผ่านพ้นสัปดาห์ที่เรียกว่าถูกจับตามากที่สุด ทั้งความคืบหน้าคดีที่สามารถจับกุมตัว “สีกากอล์ฟ” น.ส.วิลาวัลย์ เอมสวัสดิ์ ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกทรัพย์, สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, สมคบฟอกเงิน และรับของโจร อีกทั้งพระที่ปรากฏชื่อเกี่ยวข้อง 13 รูป ยอม “ลาสิกขา” ทั้งหมด รวมถึงมีการตั้งศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และส่งเสริมพระธรรมวินัย ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) รับแจ้งพฤติกรรมไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” ยังมีกระบวนการที่เดินหน้าต่อ และระหว่างทางที่ไม่ได้มีแค่แรงสนับสนุน

‘สึก’จบ (แค่นี้) หรือไม่           

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า ยังตรวจสอบคลิปภาพจากโทรศัพท์สีกากอล์ฟไม่ครบ มีการลบข้อมูลสำคัญไปก่อนหน้านี้ ทำให้ต้องใช้เวลากู้ข้อมูลซึ่งกู้มาได้แล้ว ดังนั้น พระ 13 รูปแรกจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง โดยต้องพิจารณาเรื่องเส้นทางการเงินและคลิปย้อนหลังเพิ่มเติม จึงเป็นไปได้ที่อาจมีมากกว่านี้

พระถูกแอบถ่าย หรือรู้ตัว     

จากการตรวจสอบ มีทั้งที่อีกฝ่ายรู้ตัวและไม่รู้ตัว ในส่วนที่รู้ตัวเหมือนเกิดจากความเคยชินที่อยู่ร่วมกันก็มีการถ่ายรูปปกติ บางคลิปมีการพูดเล่นกันไปด้วย ไม่ใช่การแอบถ่าย แต่บางคลิปลักษณะซักไซ้ไล่เรียงเรื่องหญิงอื่น ก็จะไม่ถ่ายให้เห็นหน้าตัวเอง

เฉลย…เหยื่อต้อง ‘ผ้าเหลือง’                 

ไม่ยืนยันว่าจะเป็นเรื่องจริง-เท็จหรือไม่ แต่สีกากอล์ฟให้การว่า การไม่มีพ่อตั้งแต่เด็ก เลยหาที่พึ่งทางใจ มองพระเหมือนพ่อ ซึ่งอาจจะเกิดจากที่แม่พาไปทำบุญที่วัด แล้วเห็นพระก็เลยชื่นชอบ มีปัญหาก็เข้าไปปรึกษา เกิดความใกล้ชิดจนมีสัมพันธ์

ไขดราม่า กดดันพระ-โอ๋สีกา                

ก่อนหน้านี้มีคำถามมากมาย โดยไม่รู้ว่าตำรวจทำคู่ขนานกัน ทั้งตรวจสอบทุจริต เรื่องคลิป และสีกา ในส่วนสีกาต้องประคับประคองสถานการณ์ไว้ เพื่อไม่ให้หลบหนีในระหว่างที่ดำเนินการอยู่ ตำรวจพยายามหว่านล้อมดูแลก็เพื่อให้วางใจ แต่ในข้อเท็จจริงคือตำรวจทำทุกอย่างไปพร้อมกัน ตามที่เห็นว่ามีการเข้าไปได้โทรศัพท์ หลักฐานเกี่ยวข้อง และนำไปสู่การดำเนินคดีสำเร็จ

แกะย้อนหลัง มีหนาวอีกแน่  

การทำงานของตำรวจปัจจุบัน เป็นการแกะข้อมูลเส้นทางการเงินย้อนหลังเพียง 3 ปี โดยมีอดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร (รักแรก) เป็นจุดเริ่มต้น แต่จากนี้จะย้อนหลังไปถึงช่วงปี 50-51 ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องอีกบ้าง อันนั้น “น่าหวาดเสียว”

ต้องเปลี่ยน ‘กม.สงฆ์’ ไม่ทันเกมโลก    

ไม่ได้อยากทำเรื่องนี้ แต่เมื่อมาถึงมือตำรวจ เป็นเรื่องส่วนรวมก็ต้องแก้ กฎหมายไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ขณะนี้พระเป็นผู้มีอำนาจ มีอิทธิพล ทั้งเรื่องเงินและแนวความคิด แต่กฎหมายสงฆ์ยังตามไม่ทัน

“เราต้องคิดว่าเมื่อก่อนพระอยู่แบบสมถะ อยู่ในศีลในธรรม เพราะไม่มีเงิน แต่หลังๆ มานี้ พระเริ่มมีเงิน มีจิตศรัทธาเข้ามา เริ่มได้รับการแต่งตั้งสูงขึ้น ทำให้พระมีบริวาร มีเงิน สิ่งที่ตามมาคือมีสตรีเข้ามา ทำให้การปฏิบัติของพระเมื่อก่อนกับตอนนี้เสื่อมลง”

มองว่าการปฏิรูปอาจเป็นได้ทั้งด้วยกฎหมาย วินัยสงฆ์ การบริหารจัดการในวัด แก้ปัญหาหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการดูแลสงฆ์ให้เข้มงวด ทำเงินเชิงรุก ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ธุรการที่ทำงานกับพระ

เจอแตะ ‘เบรก’ แต่เลือกกำ ‘คันเร่ง’       

ยอมรับเจอมรสุมเรื่องนี้เยอะ เพราะมีผู้ใหญ่มาบอกให้เบา ๆ ลง แต่ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เกิดผลกระทบกับส่วนรวม การจะปล่อยพระที่กระทำผิดให้ดำรงตำแหน่ง ยิ่งก่อความเสื่อมเสีย

“อย่าไปคิดถึงความเจริญก้าวหน้า ขอทำตอนนี้ให้ดีที่สุด มองว่าก็ได้บุญ สบายใจ ไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพลใครที่จะมาสั่งหรือมาครอบงำ เราตั้งใจทำ มันเป็นบุญเป็นกุศล อย่าไปยึดติดกับทางโลก ยืนยันชุดทำงานไม่อ่อนข้อให้เรื่องพวกนี้”

ต้อง ‘เจ็บ’ แลก ‘จบ’ 

ปัจจุบันเป็นแค่ “ภาคแรก” ที่เพิ่งจบไป “ภาคสอง” กำลังค้นหา เป็นการย้อนหลังข้อมูลกลับขึ้นไปอีก ยังตอบไม่ได้ว่าจะเชื่อมโยงถึงใคร ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินไปเรื่อย ๆ ส่วนที่มองว่าหากเปิดชื่อหลังจากนี้จะมีผลกระทบอีกหรือไม่

“คิดว่าการทำหน้าที่ของเราเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราจะอยู่กับสถาบันพระพุทธศาสนาที่มันเสื่อมทรามอย่างนี้ หรือจะอยู่กับการที่เราแก้ไขปรับปรุง การแก้ไขทุกอย่างมันต้องเจ็บ แต่เจ็บแล้วมันต้องจบ”.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน