เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ให้สัมภาษณ์กรณีเรียกประชุมชุดทำงานคดี “ทิดสฤษดิ์” หรือ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ที่ต้องสงสัยว่ามีสัมพันธ์กับเศรษฐินีปากน้ำโพ อายุ 57 ปี และใช้ชีวิตอยู่กินด้วยกัน นานกว่า 15 ปีนั้น ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างขยายผลและตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัด ว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินวัดหรือไม่ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า การทุจริตภายในวัดในพื้นที่วัดนครสวรรค์ พบพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดวินัยสงฆ์และอาจมีความผิดทางอาญา โดยเฉพาะการใช้เงินวัดผิดวัตถุประสงค์ พัวพันบุคคลภายนอก และเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ กรณีนี้เริ่มเห็นโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มีทั้งเงินบริจาคจำนวนมาก โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และความสัมพันธ์กับสีกาหลายราย ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึก
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นหลักคือโครงการสร้างพุทธอุทยาน ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนว่าใช้งบประมาณนับร้อยล้านบาท มาแล้วกว่า 10 ปี แต่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะที่ วัดห้วยด้วน ซึ่งมีการระดมทุนถึง 30 ล้านบาท จากผู้มีจิตศรัทธา รวมถึงการมอบที่ดินและเงินจากวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ
ซึ่งการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า มีการโอนเงินจากทั้งพระลูกวัดและประชาชนทั่วไป ที่อาจเป็น “ลูกน้องของตัวละครหลัก” ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเรียกมาสอบปากคำทั้งหมด เพื่อหาความเกี่ยวข้องกับเงินวัดและการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ รวมถึงเส้นเงินบางเส้น โยงไปถึงพระรูปหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับสีกาหลายราย โดยสีกาบางคนไม่มีอาชีพ แต่มีทรัพย์สินมากผิดปกติ ซึ่งต้องตรวจสอบว่าได้มาจากแหล่งใด
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุต่อว่า พฤติกรรมผิดปกติเหล่านี้ คาดว่าเริ่มต้นขึ้นราว 2-3 ปีก่อน และแม้ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบเบื้องต้น แต่ก็มีข้อมูลที่เริ่มชัดเจนเพียงพอในการตั้งข้อสังเกต
เมื่อถามว่าข้อมูลในตอนนี้เพียงพอให้ขอศาลอนุมัติหมายจับหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ข้อมูลเกือบครบแล้ว เหลือจุดเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ต้องให้เวลาทีมสืบสวนทำงานต่ออีกเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่เร่งแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ การดำเนินคดีต้องใช้ความรอบคอบสูง และเมื่อถึงเวลาที่หลักฐานครบถ้วนก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้เริ่มตรวจสอบบัญชีและเอกสารทางการเงินต่าง ๆ เพื่อดูว่าเงินที่เข้ามาในวัดถูกใช้จ่ายไปในทิศทางใด และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารเงินดังกล่าว และยังตั้งข้อสังเกตว่า ไวยาวัจกรในวัดอาจไม่มีอำนาจเพียงพอในการตรวจสอบหรือบริหารจัดการงบประมาณ
“เจ้าอาวาสจะต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เพราะมีรายงานว่าการจัดการบางส่วนเกิดความล่าช้า หรืออาจมีการละเลยในบางกรณี” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แยกงานเป็นส่วนๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกประเด็นที่ต้องตรวจสอบ โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ และใช้ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ให้เบาะแสต่าง ๆ เป็นเพียงแนวทางประกอบ ไม่ใช่ข้อยุติ
“เรายินดีรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามาให้ข้อมูลกับเรา แต่ข้อมูลเหล่านั้นจะนำมาใช้ในการตรวจสอบเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ได้ตัดสินทันทีว่าต้องดำเนินการตามนั้น” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบในครั้งนี้ช่วยเปิดเผยให้เห็นเส้นทางการเงินหลายส่วนที่ต้องติดตามต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในเร็ววันนี้.



