จัดเป็นอีกหนึ่งนักแสดงสาวมากความสามารถ สำหรับ “ษา-วรรณษา ทองวิเศษ” ที่ฝ่าฟันอุปสรรคกับสุดที่รักอย่าง “อาร์ท รณชัย” มาเกือบ 10 ปี จนหลายคนแห่ขอเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่ยาวนานกันมากมาย ล่าสุดในงานเปิดตัวละคร “ผีเสื้อสลับลาย” ษา ได้เปิดใจถึงเรื่องราวความรักที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคงกับหวานใจ รวมถึงวิธีการเลี้ยงดู “น้องเซย์เดย์” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้เติบโตอย่างมีความสุขในแบบฉบับของเธอ


ษา วรรณษา เผยว่า “สำหรับความรักตอนนี้ก็เปล่งปลั่งตามหน้าเลยค่ะ ที่จริงความรักอยู่ในปีที่ 9 แล้ว กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ผ่านอาถรรพณ์ 7 ปีมาแล้ว เราไม่มีความกลัวเลย และไม่รู้ว่าจะกลัวตอนไหนด้วย เพราะมันผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาเยอะแล้ว พื้นฐานความรักของคู่ษาอยู่ด้วยความเข้าใจและความเป็นเพื่อนกันมากกว่า เวลาที่มีปัญหาอะไรก็จะเคลียร์กันทันที ข้อดีอย่างหนึ่งคือ ถ้ามีการปะทะกัน มักจะเป็นเรื่องงานมากกว่า เหมือนกับการประชุม แต่เป็นการประชุมที่มีแค่ฉันกับเธอ ถ้าจะเถียงกันก็เถียงกันแค่สองคน ไม่มีคนอื่นมาร่วมเถียงด้วย พอจบก็คือจบที่สองคน แต่ถ้ารู้สึกว่าไปกันไม่ได้ ต่างคนก็จะเงียบไป เคลียร์อารมณ์กันประมาณ 5 นาทีก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม ถามว่าใครเป็นน้ำใครเป็นไฟ ษาว่าษาก็คงเป็นไฟ (หัวเราะ) แต่บางทีก็สลับกันบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเป็นความห่วงใยกันมากกว่า

ตอนนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว แพลนอนาคตของความรักก็ไปอย่างนี้ค่ะ ไปเรื่อย ๆ คือความเป็นธรรมชาติของคู่รัก มันไม่จำเป็นต้องมีหลักการอะไรมากมาย ถ้าเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ ความรัก และความห่วงใย มันจะรู้กันเอง ถ้าคู่รักคู่ไหนที่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบนี้ จะรู้เลยว่าพอเราทำแบบนี้อีกคนจะไม่พอใจ คือมันจะรู้กันเอง ซึ่งในทุก ๆ วันเราเหมือนกับวันแรกที่เราเจอกัน ย้อนกลับไปวันแรกที่เจอกัน ถามว่าประทับใจอะไรในตัวผู้ชายคนนี้ คือไม่ได้อะไรเลยค่ะ เป็นการเจอกันแบบไม่ได้ตั้งใจ ที่มาคบกันจริง ๆ เลยไปประมาณเกือบสองปีแล้ว เพราะฉะนั้นปีแรกเราจะไม่นับ แต่ถ้านับก็คือ 10 ปี เรามานับปีที่สองที่เราเริ่มรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ควรเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา

พอเขาเข้ามาในชีวิตเรา ก็มีการเติมเต็มให้เราหลายอย่าง อย่างที่บอกตอนแรกว่าใครเป็นน้ำใครเป็นไฟ คืออาร์ตจะเป็นน้ำมากกว่า คือเราเป็นคนใจร้อน ตัดสินใจอะไรรวดเร็ว เขาจะคอยเป็นคนที่สะกิดเรา คอยเอาน้ำรดเรา อยู่กันมา 10 ปี ทริคสำหรับคู่เราที่ใช้ในการแก้ปัญหาและทำให้อยู่กันมาได้นานถึง 10 ปี จริง ๆ คือ สติ ในเรื่องของความรักเราไปสอนใครไม่ได้ เพราะแต่ละคู่ไม่เหมือนกัน แต่อย่างหนึ่งที่มันจะทำให้ความรักเหมือนกับจะทะเลาะกันแล้วเราดึงสติกลับมาได้ว่า สิ่งที่เราพูดไปมันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด เราลองฟังเขาสักหน่อยไหม มันก็จะช่วยเราดึงสติกลับมา ซึ่งพอเราฟังไปแล้วเรามีสติปุ๊บ มันฟังในสิ่งที่เขาเตือน มันก็จริง ซึ่งเราคำนวณสิ่งที่เขาพูดมาว่าจริงหรือเปล่า แล้วอารมณ์มันจะดาวน์ลง ก็กลับมาคุยกันเข้าใจ แค่นี้เอง”

ษา ได้เล่าต่อว่า “ส่วนเรื่องทายาทคนต่อไป คืออายุ 46 ปีแล้ว คงไม่ไหวแล้ว คือเราก็นั่งคุยกันเล่น ๆ สมมุติว่าวันนี้ 46 เรามีลูก ลูกคลอดตอนเราอายุ 47 ปี ลูก 7 ขวบ เราอายุ 57 ปี ถ้าลูกอายุ 37 ปี มีครอบครัว เราอาจจะไม่อยู่แล้ว เราก็เลยมีแค่ “เซย์เดย์” พอถามว่าพี่อาร์ตโอเคไหม พี่อาร์ตโอเคค่ะ เขาก็บอกว่าดูแลเซย์เดย์ดีกว่า เพราะด้วยอายุของเรา และเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเราที่เรามีอยู่ มันก็เลยค่อนข้างจะมียาก

ตอนนี้น้องเซย์เดย์อายุ 19 ปีแล้ว โตเป็นหนุ่มแล้ว คือเราเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ก็คือเราเลี้ยงแบบธรรมชาติความเป็นมนุษย์ เราไม่เอาสิ่งที่เราชอบไปยัดเยียดให้เขา เราจะไม่ทำ แต่เราจะถามว่าลูกชอบไหม ลูกมีความสุขหรือเปล่า ลูกทำไปแล้วลูกโอเคหรือเปล่า ถ้าคำตอบมาว่าโอเค เราเต็มที่เลย แต่ถ้าไม่ใช่ปุ๊บก็กลับมาคิดว่าลูกไม่ชอบ ลูกไม่มีความสุข มันไม่โอเค

สำหรับแววในตัวน้องบ้าง จริง ๆ แววมาตั้งแต่เด็กแล้ว เขามุ่งมั่นอย่างเดียวเลยคือโปรแกรมเมอร์ เหมือนจะไปสายคอมพิวเตอร์ เขาจะไปทางไหนเราก็ตามเขาเลย แต่เราจะถามเขาว่าเดินมาถึงตรงนี้แล้วยังชอบโปรแกรมเมอร์อยู่หรือเปล่า เราก็จะถามเขาเรื่อย ๆ แต่บางทีเขาก็ตอบว่าก็ได้ครับ พอเราถามว่ามีความสุขไหม เขาตอบว่ามี เราก็จบ เราก็ซัพพอร์ตในเรื่องที่เขามีความสุข ถ้าเรื่องไม่แฮปปี้เราก็ต้องแก้ไข ถามถึงโอกาสที่น้องจะเดินตามรอยวงการบันเทิง คือถ้าเป็นดารา ก็คงต้องแล้วแต่เขา ถ้าเขาชอบ หรือไม่ เขาก็อาจจะชอบอยู่เบื้องหลังก็ได้ ก็แล้วแต่เขาชอบเลย เราไม่ได้คาดหวังให้ลูกเป็นอะไรในอนาคต แต่เราคาดหวังว่าลูกจะมีความสุขและอยู่ในโลกนี้ด้วยความสมบูรณ์แบบในโลกของเขา”

นักแสดงดัง ได้เผยต่อว่า “ย้อนกลับไปช่วงที่เราต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ถามถึงความรู้สึก ณ ตอนนั้น คือโชคดีที่มีคุณแม่ คุณแม่ช่วยเลี้ยง และน้าสาว น้าชาย มีน้อง ๆ ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีก ก็ช่วยกัน ถามว่าลำบากไหมก็ไม่ได้ลำบากมากขนาดนั้นเนอะ แต่ในการลำบากของเราคือการดูแลกลุ่มเด็กพิเศษมากกว่า แต่ ณ วันนี้คือความพอใจของเรา เราพอใจของเราเท่านี้ คือเราเห็นภาพนี้เราก็รู้สึกมีความสุขแล้ว เขาไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในบางเรื่องที่เขาควรทำเอง เขารอดได้ เขามีความคิดที่ดี และเขารู้จักที่จะหลีกเลี่ยงคนที่ไม่ดีกับเขา โดยไม่ไปก่อเรื่องอะไรให้ใครเดือดร้อน เราโอเคแล้ว ซึ่งการใช้ชีวิตของเขาก็คือเหมือนพวกเราปกติเลยค่ะ มันก็แค่บางอย่างที่จะต้องใกล้ชิด หรือบางอย่างที่จะต้องให้เขาแปลความหมายอีกที มันก็อาจจะติดขัดบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรต่อสังคม

ปัจจุบันแม่เลี้ยงเดี่ยวเยอะมาก ก็อยากจะบอกทุกคนว่าไม่ต้องไปซีเรียสอะไรมากมาย จริง ๆ บนโลกใบนี้มันก็มีอะไรที่เราชื่นใจได้หลายอย่าง โดยเฉพาะลูก เพราะฉะนั้นษาอยากจะบอกว่าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือว่าเรารู้สึกว่าเราเลี้ยงลูกแล้วเราเหนื่อย เราลองละ แล้ววางลง แล้วก็ไปหาอะไรที่เรารู้สึกมีความสุขกับตัวเอง อย่างตัวษาก็คือการถักโครเชต์ นี่คือวิธีของเรานะ แต่วิธีของคนอื่นเราไม่รู้ บางคนอาจจะไปเดินเล่นชมวิว แล้วอาจสบายใจ คือเราต้องหาสิ่งที่ผ่อนคลาย ษาไม่อาจจะไปบอกได้ว่า ถ้ามีปัญหาแบบนี้ จะต้องทำแบบนี้ เพราะว่าชีวิตของเราไม่เหมือนกัน และความชอบของเราก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่เราเป็นทุกข์ ให้เราไปสถานที่ที่เราชอบเลย ทำให้เราผ่อนคลายได้ที่สุด แล้วค่อยกลับมาชาร์จพลังใหม่”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กษิตาบุญญ วงษ์ทอง