สร้างความเซอร์ไพรส์และรอยยิ้มให้กับแฟนละครอย่างถล่มทลาย เมื่อพระเอกหนุ่มขวัญใจมหาชนอย่าง “ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี” ปรากฏตัวในงานพิธีบวงสรวงซีรีส์ฟอร์มยักษ์เรื่อง “กัลปาวสาน (Sanctuary)” ซึ่งถือเป็นการกลับมาทำงานเบื้องหน้าอย่างเต็มตัวอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าตัวห่างหายจากหน้าจอไปนานกว่า 3 ปี

ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หลายคนก็ยังชื่นชมในความหล่อเหลาของ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ งานนี้สื่อมวลชนไม่พลาดที่จะถามเคล็ดลับที่ทำให้ความหล่อเหลาของพระเอกดังยังคงอยู่ตลอดกาล โดยติ๊ก เจษฎาภรณ์ เผยว่า

“สำหรับที่หลายคนบอกว่าเรายังเหมือนเดิมในเรื่องของหน้าตา ก็ขอบคุณมาก แต่อย่างตอนเข้าป่าเราไม่ได้แต่งหน้า เราก็พยายามหาแสงสวยๆ (หัวเราะ) ถ้าจะให้ใช้มุกก็จะพูดว่า ‘ผมหน้าแก่แต่เด็กครับ’ ส่วนการดูแล สิ่งง่ายๆ เลยนะครับ เราจะไม่ทำร้ายตัวเองโดยการเอาอะไรบางอย่างที่เป็นโทษกับตัวเองเข้าสู่ร่างกาย ผมว่าอันนี้คือประการที่สำคัญ มลภาวะหรือมลพิษต่างๆ มาในหลายๆ รูปแบบ แต่บางครั้งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาเข้าสู่ในพื้นที่ธรรมชาติ ผมมีความสุข ผมว่าอาจจะเป็นสิ่งนี้ก็ได้ถ้าเรามีความสุขอะไรบางอย่าง เรามีแรงบันดาลใจ แล้วมันทำให้เราไม่เครียด มันก็จะทำให้เรารู้สึกว่ารีเฟล็กต์ต่อกัน ต่อสุขภาพร่างกายด้วย แต่ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นแบบนี้ตลอดไป มันก็จะมีช่วงที่โทรมทำงานเยอะๆ แต่ถ้าช่วงไหนเราต้องพบปะหรือต้องออกสื่อ ผมว่ามันก็ต้องดูแลตัวเอง

แต่จริงๆ ผมว่ามันตามกาลเวลานะ ผมว่าหน้าผมก็เปลี่ยนนะ คือเรารู้ตัวเองว่ามันเปลี่ยน แล้วยิ่งได้มาทำงานกับน้องๆ คือพี่จะทำยังไงดี น้องช่วยพัฒนาหน้าให้มันเข้ากับพี่หน่อยได้ไหม พี่ไม่รู้จะลดยังไง (หัวเราะ) ถามว่าพอเรารักธรรมชาติการหาหมอมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราไหม คือผมว่าถ้ายุคสมัยนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเราจะดูแลตัวเอง คือมันแล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคนที่จะสามารถทำได้

เอาจริงๆ ผมว่าการที่เราอยู่เมืองหรืออยู่ในป่า เราสามารถที่จะซึมซับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพียงแต่ว่าเราเป็นคนที่ช่างสังเกต และดูสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวในธรรมชาติของเรา จริงๆ ในเมืองก็มีธรรมชาติเยอะแยะมากมาย เพียงแต่ว่าเราสนใจสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากน้อยขนาดไหน ถามว่ารู้สึกยังไงพอเราคลุกคลีกับป่าแล้วมันมีเรื่องสภาพแวดล้อม คือปัญหาของการทำรายการที่ทำอยู่ตอนนี้ มันมีหลายปัญหาหลายปัจจัย ปัจจัยของฝุ่นควัน ของมลพิษ ก็คือการเริ่มต้นจากการถูกทำลาย คือเราเองก็เสียใจเหมือนกันที่เราได้เห็นภาพต่างๆ เหล่านี้ เพราะว่าผมนึกออก และผมเคยมีโอกาสได้อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น และทราบดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมันจะเกิดอะไรขึ้น และมันส่งผลกระทบหรือผลเสียอย่างไร ซึ่งมันน่าเสียใจครับ

ถามว่ามันมีทางออกไหมสำหรับมุมมองของเรา คือผมมักจะพูดอยู่เสมอว่ามันอยู่ที่ระบบการจัดการเท่านั้นเองครับ เราต้องเริ่มต้นจากการจัดการที่ดีก่อน คือเอาจริงๆ แล้ว กฎบังคับต่างๆ ระเบียบต่างๆ เรามีหมด อยู่ที่ว่าเราจะบังคับใช้ยังไง ส่วนในเรื่องฝุ่น PM 2.5 คือผมว่ามันไม่ใช่ในพื้นที่ของธรรมชาติอย่างเดียว ในเมืองหลวงหรือกรุงเทพฯ สถานที่ต่างๆ ทั่วทุกที่เลยครับเราเจอมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าคำว่า PM 2.5 ผมเพิ่งมาได้ยินเมื่อประมาณไม่กี่ปีว่าเรานิยาม แต่จริงๆ เราเจอกับมลภาวะทางอากาศมาโดยตลอด ซึ่งมันก็มีจุดกำเนิดของมันแหละ แต่ต้องไปสกัดในจุดกำเนิดของมันว่าจะทำยังไงดี เพื่อไม่ให้เกิดมลภาวะต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งอยู่ในเมืองเราเจอ แต่อาจจะไม่รู้สึกเพราะว่าชิน ถ้าเราได้มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับอากาศดีๆ เยอะๆ แล้วเราลองออกมาเจออากาศที่มันมีมลพิษ เราจะรู้สึกเลยว่ามันไม่สดชื่นเหมือนที่เราเจอ”