คำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่จะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ดินแดนของสหรัฐ” หลังสงครามกับอิหร่านสิ้นสุด สร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง
ขณะที่ทรัมป์เคยอ้างก่อนหน้านี้ว่า กองทัพสหรัฐสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเปรียบการปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวว่าเป็น “กำแพงเหล็ก”
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ สหรัฐสามารถเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลายเป็นดินแดนของตนเองได้จริงหรือไม่
ช่องแคบฮอร์มุซเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน และเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก ความสำคัญดังกล่าวทำให้การควบคุมหรือปิดกั้นช่องแคบแห่งนี้ สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก โดยในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
"Pretty soon I'll be declaring the Hormuz Strait a territory of the United States."
— Fox News (@FoxNews) August 14, 2026
President Trump floats a dramatic move involving the strategically critical waterway as he says Iran is being "very badly defeated." pic.twitter.com/zXJhCfOIqH
ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นพื้นที่ไร้เจ้าของ แต่ตั้งอยู่ระหว่างชายฝั่งของอิหร่านและโอมาน ดังนั้น การประกาศผนวกพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของสหรัฐจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อหรือสถานะทางการเมือง แต่จะกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยและสิทธิทางทะเลของประเทศในภูมิภาค
ภายใต้หลักกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศมีระบบสิทธิการเดินเรือที่แตกต่างจากน่านน้ำทั่วไป เรือของนานาประเทศมีสิทธิใช้เส้นทางเดินเรือตามหลักการ “ผ่านโดยสุจริตและต่อเนื่อง” ตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
แม้สหรัฐจะสามารถใช้กำลังทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ทางทะเลได้ในทางยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม มาตรการกดดันและควบคุมทางทหารไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เกิดกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนโดยอัตโนมัติ การยึดครองหรือผนวกดินแดนของรัฐอื่นโดยใช้กำลัง ย่อมขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านออกมาตอบโต้คำกล่าวของทรัมป์แล้ว โดยยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงเป็นของอิหร่าน และย้ำว่า ความพยายามของสหรัฐในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าวย่อมเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างรุนแรงจากภูมิภาค และประชาคมระหว่างประเทศ
อีกจุดสำคัญที่ต้องแยกออกจากกันคือ ศักยภาพในการควบคุมช่องแคบ กับ สิทธิในการอ้างอธิปไตยเหนือช่องแคบ กองทัพสหรัฐอาจมีขีดความสามารถในการลาดตระเวน คุ้มกันเรือ หรือสกัดกั้นการเดินเรือในสถานการณ์สงคราม แต่การมีอำนาจทางทหารเหนือพื้นที่ ไม่ได้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นดินแดนของสหรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ
คำประกาศของทรัมป์จึงอาจถูกมองได้มากกว่า ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองและการเจรจาต่อรอง มากกว่าจะเป็นแผนการผนวกดินแดนที่สามารถดำเนินการได้ทันที การประกาศดังกล่าวยังสอดคล้องกับท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่ออิหร่าน ในช่วงที่สหรัฐพยายามกดดันให้รัฐบาลเตหะรานยอมเปิดเส้นทางเดินเรือ และยุติการขัดขวางการขนส่งทางทะเล
สหรัฐอาจสามารถใช้กำลังเพื่อสร้างอำนาจควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซได้ในบางสถานการณ์ แต่การประกาศให้ฮอร์มุซเป็น “ดินแดนภายใต้อธิปไตยของสหรัฐ” ไม่ใช่สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถทำให้เกิดผลทางกฎหมายได้เพียงลำพัง เพราะต้องเผชิญทั้งข้อจำกัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศ อธิปไตยของรัฐชายฝั่ง และแรงต่อต้านจากประชาคมโลก
ด้วยเหตุนี้ วาทกรรม “ฮอร์มุซคือดินแดนสหรัฐ” จึงมีน้ำหนักในฐานะ การส่งสัญญาณทางการเมืองและการข่มขวัญคู่ขัดแย้ง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงสถานะของช่องฮอร์มุซบนแผนที่โลกในทางกฎหมาย อย่างน้อย ณ เวลานี้.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



