วานนี้ (14 ส.ค.) มีการเผยผลการศึกษาใหม่ในวารสาร Neurology ว่า การปรับไลฟ์สไตล์เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด 3 ประการ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ ในวัยกลางคน สามารถช่วยยืดระยะเวลาชีวิตที่ปลอดภาวะสมองเสื่อมได้ยาวนานขึ้นถึง 12.6 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงครบทั้งสามประการ
ทีมนักวิจัยได้ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 12,000 คน เป็นระยะเวลานานเฉลี่ย 26 ปี เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงด้านระบบหลอดเลือดกับอายุที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อม
ผลการวิจัยชี้ว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงทั้งสามประการในวัยกลางคน มีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมน้อยลงและช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงครบ 3 ประการแล้ว ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 1 ประการ จะมีช่วงชีวิตไร้ภาวะสมองเสื่อมมากกว่ากลุ่มแรก 8.8 ปี ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 2 ประการจะมีช่วงชีวิตไร้ภาวะสมองเสื่อมมากกว่ากลุ่มแรก 3.5 ปี ส่วนกลุ่มที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเลยมีช่วงชีวิตที่สดใสไร้สมองเสื่อมยาวนานกว่าถึง 12.6 ปี
ดร.เดวิด เพิร์ลมุตเตอร์ นายแพทย์ด้านประสาทวิทยาและผู้เขียนหนังสือ Brain Defenders อธิบายว่า ผลการศึกษานี้ตอกย้ำว่าสุขภาพสมองเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับระบบเผาผลาญและหลอดเลือด สิ่งที่เกิดขึ้นในวัยกลางคนส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมให้หายขาด การป้องกันและชะลอการเกิดโรคจากปัจจัยที่เราควบคุมได้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
ด้าน ดร.เจเรมี เอ็ม. ลิฟฟ์ นายแพทย์ด้านประสาทวิทยาจากนครนิวยอร์ก เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมควรเริ่มทันทีตั้งแต่ช่วงอายุ 50 ปี ไม่ควรรอจนถึงวัย 70 ปี เพราะกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาที่นำไปสู่การสูญเสียความทรงจำอาจเริ่มสะสมในร่างกายล่วงหน้ายาวนานถึง 20-30 ปี ก่อนที่จะแสดงอาการ
นอกเหนือจากการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และการเลิกสูบบุหรี่แล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ส่งเสริมสุขภาพสมองในระยะยาวด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารแปรรูปน้อยที่มีไฟเบอร์สูง เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ปกป้องสุขภาพหูและการได้ยิน และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : prevention.com



