กลายเป็นคุณพ่อสายชิลที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นเลยทีเดียว สำหรับพระเอกหนุ่มระดับตำนาน “อนันดา เอเวอริงแฮม” โดยล่าสุดได้เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าว BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2026 บริเวณ SCBX NEXT ศูนย์การค้าสยามพารากอน ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงชีวิตการเลี้ยงลูกชาย “น้องภูคิญ” ในวัย 6 เดือน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับตามตรงว่าตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย แม้จะมีช่วงที่กังวลจนนอนไม่หลับเวลาลูกน้อยป่วยก็ตาม พร้อมเผยความต่างระหว่างตัวเองกับภรรยา ที่เจ้าตัวเปรียบชัด ๆ ว่า “แม่เขาเหมือนแม่เสือ ออกสายนักรบ ส่วนเราสายชิล”

อนันดา เผยว่า “ ไม่ได้เป็นคุณพ่อ 24 ชั่วโมง 24 ชั่วโมงก็ตายสิ แต่ว่าเมื่อคืนก็เกือบเพราะว่าเขาป่วย ตอนนี้น้องเขาเริ่มสื่อสารกับเราได้แล้ว เขาอาจจะไม่ได้พูดเป็นคำได้ แต่ว่าเขาก็ใช้สายตา ใช้สัมผัส การสื่อสารมันชัดขึ้น ก็อย่างว่าครับ ความสัมพันธ์มันก็เลยลึกขึ้น คือมันเหลือเชื่อ หลายอย่าง 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย สำหรับอาการป่วยเขาก็เคยเกิดขึ้นมาสองสามครั้ง มันน่ากลัวทุกครั้ง ไม่ได้ง่าย เราก็ต้องเตรียมตัวแล้วเราก็ต้องเชื่อในตัวหมอ เอาจริง ๆ เราก็เป็นห่วงลูกเราแหละ ผมก็มชอบมาออกตัว ผมแบบเป็นพ่อแมนๆ ปล่อยให้ลูกลุย แต่ในความเป็นจริงมันก็ห่วง ถึงเวลาเราอาจจะไม่ได้ออกตัวเหมือนคุณแม่เขา ระวังนะ ระวังนะ มันก็จะคนละแบบ คุณแม่เขาก็จะละเอียดทุกดีเทล ว่ากินอาหารตัวนี้ กินยาตัวนี้ ต้องดูแลตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็เป็นอย่างนี้ เป็นแผนกบันเทิง เอนเตอร์เทรนทุกวัน ตอนนี้ครอบครัวค่อนข้างจะครอบครัวใหญ่ ก็เห่อหลานกัน ก็เฉลี่ยกันไป รุ่นใหญ่ ๆ เขาก็ตื่นเช้า ก็เลยเอาเลยครับ ยาย ๆ ไปอยู่กับยาย ๆ ก่อนเลย ช่วงเที่ยงเขาก็มาอยู่กับผมแล้ว ส่วนใหญ่เวลาอยู่กับผมก็อยู่กันสองคน เหมือนให้คนอื่นไปพัก ส่วนความรู้สึกที่มีปู่ย่าตายายมาช่วยเลี้ยง ดีเลย เพราะว่าเราทุกคนก็จะกลัวเรื่องนี้ ทัศนคติของคนเรามันไม่สามารถเหมือนกันได้ ผมกับคุณแฟนก็เถียงกันตลอดเวลา เถียงกันจนหมอตกใจอะ บางที แต่สุดท้ายมันก็เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด ก่อนที่เราจะมีเขา เราไม่รู้ เราก็จะระแวงไปหมดทุกอย่าง ความเห็นไม่ตรงกัน ทะเลาะกันเอง เพราะเราเห็นในครอบครัวอื่น บางทีเถียงกันต่อหน้าหมอ สุดท้ายก็ยอมกัน ใครยอมก็แล้วแต่เรื่อง

คือแม่เขาอะ คือความรักของเขาที่มีต่อลูก เหมือนแม่เสือ เขาจะออกสายนักรบ เราจะสายชิล อะลุ่มอล่วยไปหมด ซึ่งสุดท้ายมันก็ต้องหาบาลานซ์ โชคดีที่น้องเขาน่ารักและเลี้ยงง่าย โปรยเสน่ห์ทุกคนให้รัก หลงใหล อยากอยู่กับเขา คือลูกมาถึงวัยที่เริ่มแยกคนออกแล้ว เริ่มรู้แล้วว่าใครเป็นใคร อยู่กับคนนี้จะต้องอย่างนี้อย่างนั้น แต่ก่อนจะยิ้มสาธารณะมาก กับทุกวันนี้เขาเริ่มมีห่วงตัว แต่ก่อนเรายังคุยกับคุณแฟนอยู่เลยว่า ลูกเราเฟรนด์ลี่จังเลย เดี๋ยวเขาอุ้มหายไปเลย แต่ทุกวันนี้เขาจะรู้แล้วว่าใครเป็นคนในครอบครัว แต่ที่เห็นเราดูชิลแต่คิดเยอะน่ะ เราพูดตรง ๆ ก็ไม่รู้จะเทียบกับใคร ไม่เคยมีลูกมาก่อน (แล้วกับ เจมส์ จิรายุ?) ผมยังไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับเขาลึกซึ้งมาก คือเดี๋ยวเขาอะมีพอร์ตแคสต์อะไรสักอย่าง คือนัดกันว่าจะไปคุยอยู่ เดี๋ยวจะไปซักถามเอาเคล็ดลับของเขามาใช้บ้าง ลูกเขาตัวใหญ่มาก ผมว่าลูกผมตัวใหญ่แล้วนะ ลูกผมนี่เกณฑ์บนแล้วนะ เขาเกณฑ์บนกว่าผมอีก รู้สึกว่าลูกจะห่างกันสองอาทิตย์ด้วยมั้ง ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นพี่แอนไปด้วย เขาก็แซวเป็น พบยักษ์ แต่น่ารักครับ มันก็แปลกดีที่เป็นสังคมใหม่ ๆ มีเพื่อนแบบใหม่ ๆ แชร์กันเรื่องใหม่ ๆ ไม่คิดว่าชีวิตนี้ผมจะได้มานั่งคุยกับเจมส์จิ เรื่องเลี้ยงลูก เมื่อก่อนก็คุยกันเรื่องหนัง (เป็นสมาคมพ่อพ่อ แล้วเป็นยังไงบ้าง?) ก็สนุกดี ถามว่าเขินไหม ถามว่าเขินไหม ก็ไม่ เพราะมันก็ไปตามธรรมชาติ เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่เราสนใจในเคล็ดลับ วิธีการของเขา เราคือพ่อแม่ใหม่ ไม่ได้รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว แล้วโดยเฉพาะที่สมัยนี้มี AI เสิร์ชหาทุกอย่างได้ มันดีนะ แต่ข้อมูลมันกระจายและเยอะมาก แล้วหาคำตอบได้ในทุกทิศทาง อยากให้ตอบอย่างนี้ มันก็จะตอบแบบนี้ ส่งเสริมแบบนี้ก็จะตอบแบบนี้ จนโอ้โห จะเลือกทางไหน”

อนันดา เผยว่า “ถ้าถามว่าหวั่นไหมถ้าเจอคอมเมนต์พี่เลี้ยง คือผมค่อนข้างเปิด ก็เลยเฉย ๆ อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ สุดท้ายลูกเขาก็อยู่กับเรา เราก็เห็นเขาอยู่ทุกวันแล้วเราก็รู้ว่าเขารู้สึกยังไง เขารู้สึกดีไม่ดียังไง เราก็ต้องตามเขา คือจริง ๆ มันมีครูคนหนึ่งที่เข้ามาเหมือนมาช่วยสอนที่ครอบครัวจ้าง แล้วเอาทั้งครอบครัวเขามานั่งฟังด้วย ปกติเขาจะจัดไม่ได้เป็นคอร์ส เขามาสอนเป็นคอร์ส 3 วัน แบบวันละแบบ 8 ชม. อะไรสักอย่าง แม่งมาราธอนมาก สุดท้ายแกสอนหมดเลยนะ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขั้นตอนในเชิงวิทยาศาสตร์มากด้วยว่า เกิดมามีเซลล์ สมองกี่เซลล์ แล้วพอโตไปมันจะพันธุกรรมของมนุษย์มาจากไหน คือแกจะลึกซึ้งขนาดนั้น แต่ว่าสุดท้ายคือเขาแค่พยายามจะให้เหมือน ให้เรามี perspective อยู่ ให้มีโลกทัศน์ที่กว้างพอที่จะเข้าใจว่าเด็กมันคืออะไร แต่สุดท้ายก็มาจบที่ธรรมชาติ เขามีลูกกันมากี่พันกี่ล้านปี ก็มีกันมาได้ตลอด มันก็ธรรมชาติอ่ะ เรียนกับครูเขาก็ด้วยกันทั้งครอบครัวเลย มาที่บ้าน (ทำไมเราถึงตัดสินใจต้องมาปรึกษา?) ก็เหมือนมาจากความไม่รู้ เริ่มจากที่ภรรยาแหละครับ คุณแฟนเขาเป็นคนทีาถ้ามีอะไรอยู่ในหัว หรือมีอะไรอยู่ในใจเนี่ย คือเขาไม่สามารถเอามันออก คือถ้าเขามีคำถาม เขาก็จะแบบหาที่สุดที่สุดอ่ะ เหมือนจะหาครูที่สอนเรื่องพัฒนาการของเด็กก็ต้องไปสุดแบบสุดโต้ง ไม่ใช่นัดไปคุยเม้าส์กันชั่วโมงสองชั่วโมง คือต้องมีที่มาที่ไป 3 วัน วันละ 8 ชั่วโมง มานั่งจดหนังสือ

ส่วนไม่งงหรอว่ามีลูกมันจะต้องมาเครียดขนาดนี้ คือตอนแรกก็มีความแบบ มันขนาดนี้เลยหรอว่ะ แต่ก็ไม่อยากขัดใจเงี้ย แต่พอทำไปเราชอบมาก เพราะตอนแรกเรากลัวว่าครูจะตึงอ่ะ แบบนี่ไม่ได้ นั่นไม่ได้ นี่ ตึง ๆ แบบห้าม ห้ามจนเครียดไปหมดอะไรอย่างเงี้ย กลายเป็นว่าแกเปิดแล้วธรรมชาติมาก คือในยุคนี้ที่ผมบอกว่าข้อมูลมันเยอะ ของมันเยอะ ของที่ไว้เลี้ยงลูก โอ้โห แม่งเต็มไปหมดเลย บางทีเราไม่รู้ว่าสิ่งจำเป็นมันแบบคืออะไร แล้วในสมัยนี้ก็มีโซเชียลมีเดียอีก เราก็เห็นคนอื่นเลี้ยงลูกของเขา แล้วก็แบบ เฮ้ย หรือเราต้องทำเหมือนเขาเปล่าวะ แล้วก็พอในฟีดนะ เมื่อไหร่ผมเริ่มดูนะ ฟีดแม่งก็มาแล้ว คราวนี้มันก็จะแนะนำ IG กูมีแต่แบบเรื่องเลี้ยงลูก มีอยู่แค่นี้แหละ (เราจะรับงานให้ลูกหรือยัง?) ก็อาจมีบ้าง (หัวเราะ) เราก็ประนีประนอมกับลูกว่าบ้านมันแพงนะลูก แล้วชุดในอนาคตมันก็เป็นของลูกนะช่วย ๆ ช่วยพ่อทำมาหากินหน่อยไหม แต่อาจจะยังไม่ถึงงานโฆษณา ไม่ขนาดออกมาสาธารณะได้ขนาดนั้น เพราะว่า 6 เดือน ยังไม่ได้แข็งแรง (จะมีรับงานถ่ายมั้ย?) ใช่ ๆ ถ้ามันเป็นอย่างงั้นมันก็คงต้องมีกองถ่ายที่เป็น expert ผมเชื่อว่ามันต้องมี เอาเบบี๋ไปเขาก็คงต้องมีคนที่อยากจะ expert ที่มาดูแล เราเคยถ่ายรูปเบบี๋พวกรูปอาร์ตอ่ะ เขาก็มีมาเป็นทีม แล้วเขาก็มีลมร้อนเพื่อให้ชิล ลมเย็น มีการอุ้ม มีนวด มีอะไรไม่รู้ แบบจัดผ้านั่นนี่อะไรอย่างเงี้ย คือผมเชื่อว่าถ้าถ่ายโชว์มันคงไม่ได้เหมือนอย่างที่เขาถ่ายเรา แบบอาจจะเยอะกว่านั้น ถ้าถามว่ากี่ขวบพร้อมรับงาน (หัวเราะ) เดี๋ยวดูให้ เดี๋ยวดูให้ ตอนนี้น้องเริ่มหน้าเหมือนพ่อนิดหนึ่ง คือจะบอกว่าน้องเริ่มหล่อแล้วครับ (ลองขายงานลูกสิ?) ตอนแรกคนชอบมาทัก เฮ้ย เขาหยิบลูกมาผิดเปล่าวะ ไหนเหมือนพ่อตรงไหนเหมือนตรงไหน แต่ทุกวันนี้เขาเริ่มเหมือนเขาเริ่มลงตัวหรือเข้ารูปร่างชัดเจน มันแบบโครงหน้าเขาชัดเจน แล้วตอนนี้ก็เห็นว่าเหมือนแม่ยังไง เหมือนพ่อยืนยังไง คือตอนเด็กกว่านี้มันคือแค่แบบก้อนกลม ๆ อ้วน ๆ ตอนนี้คือเขาก็มีคาแรกเตอร์ของเรา ส่วนภูมิใจไหมลูกเหมือนเรา (หัวเราะ) ไม่ ก็ตอนคนทักว่าลูกน่ารัก พ่อก็ภูมิใจ เพราะว่ามันก็ผลผลิตของผม มันก็ต้องเหมือนเราสิ ความน่ารักตรงนั้นมันก็ต้องมาจากเราบ้าง แล้วมันมาจากใครอ่ะ อย่างน้อยก็ต้องมีผมแบบสัก 50% สิ”

ขอบคุณภาพ : ananda_everingham