เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 ก.ค. 68 ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.,พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ 3 คดีสำคัญ

โดยคดีแรก รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็น “ตำรวจมุกดาหาร”

สืบเนื่องจากทางตำรวจ กก.3 บก.สอท.1 สามารถจับกุม “นายรณชัย” อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาที่สวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร (สายที่ 2) ในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ใน ‘ภูลิกาสิโน ประเทศกัมพูชา’ เครือข่ายนี้หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินโดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีอาญา และต้อง “แสดงความบริสุทธิ์” ด้วยการโอนเงินตรวจสอบ ซึ่งพบความเสียหายรวมกว่า 308 ล้านบาท

นายรณชัย ยอมรับว่า เคยได้รับค่าคอมมิชชั่นสูงสุดถึงหนึ่งแสนบาท ก่อนจะหลบหนีออกจากกาสิโนและกลับไทย กระทั่งถูกตำรวจจับกุมตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาหนัก “ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”

คดีที่สอง หลอกติดตั้งแอปดูดเงิน อ้างเป็น “การไฟฟ้านครหลวง”

โดยตำรวจ กก.1 บก.สอท.1 สามารถจับกุม “น.ส. วรรณภา” อายุ 19 ปี หลังผู้เสียหายถูกโทรศัพท์หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ‘การไฟฟ้านครหลวง‘ และให้โหลดแอปเพื่อยืนยันตัวตน พร้อมส่งลิงก์หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว

ต่อมาผู้เสียหายพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนไปจำนวน 24,318.51 บาท เข้าบัญชีของผู้ต้องหา จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและนำกำลังพร้อมหมายจับศาลอาญาแจ้งข้อหา “ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ร่วมกันลักทรัพย์ และร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน และร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช่เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากร” ก่อนนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่สาม แอบอ้างเป็นสาวสวยในเฟซบุ๊ก ชักชวนเหยื่อลงทุน “เงินดิจิทัล”

สืบเนื่องจาก ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 สามารถจับกุม “นายวารินทร์” อายุ 39 ปี หลังพบว่าใช้ภาพโปรไฟล์สาวสวยบน Facebook หลอกผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อผู้เสียหายโอนเงินรวมแล้ว 81,100 บาท กลับถอนเงินไม่ได้ และถูกหลอกให้โอนเพิ่มอีกหลายครั้ง

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ตนเองได้หางานและสมัครงานออนไลน์ โดยตกลงเดินทางไปทำงานที่จ.สระแก้ว เมื่อไปถึงบุคคลที่รับสมัครงานแจ้งให้เปิดบัญชีก่อนทำงาน ตนจึงเปิดไปจำนวน 6 บัญชี จากนั้นบุคคลดังกล่าวแจ้งว่าตนต้องไปทำงานฝั่งประเทศกัมพูชา แต่ตนไม่ยินยอมที่จะไปและต้องการที่จะกลับบ้าน บุคคลดังกล่าวจึงให้เงินเป็นค่ารถเดินทางกลับ จำนวน 600 บาท ตนจึงเดินทางกลับและไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย และภายหลังไม่ได้ปิดบัญชีแต่อย่างใด โดยตนไม่ทราบเลยว่าบัญชีของตนถูกนำไปใช้หลอกลวงบุคคลอื่น

นอกจากนี้ผู้ต้องหายังมีหมายจับคดีอื่นอีก 2 คดีในจังหวัดตรัง และพัทลุง โดยอ้างว่าถูกหลอกให้เปิดบัญชีเช่นเดียวกัน ทำให้บัญชีถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า “บช.สอท. จะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการรับสายแปลก ๆ หรือการถูกชักชวนให้โอนเงิน หรือลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ หากสงสัยควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทุกครั้ง”