จากกรณีเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาลอบเข้ามาวางกับระเบิดในดินแดนไทย เป็นผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 16 และ 23 ก.ค. 68 และได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย รวมถึงได้โจมตีรุนแรงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ฝั่งไทยในช่วงเช้าของวันที่ 24 ก.ค. 68 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เป็นพลเรือน ทั้งชุมชนที่อยู่อาศัย ร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน และโดยเฉพาะโรงพยาบาล เป็นเหตุให้ประชาชน และทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต นั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า สำหรับการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มี พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 ซึ่งผู้เสียหายที่จะได้รับการช่วยเหลือจะต้องเป็นผู้ที่ 1.ได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจ 2.เป็นการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น 3.ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่ง “การไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” คุณสมบัตินี้เข้าเกณฑ์อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการถูกลูกหลง แต่ “ความผิดอาญาของผู้อื่น” ก็ต้องมีการตีโจทย์ก่อนว่า “ผู้อื่น” ในที่นี้ หากหมายถึงกองกำลังต่างประเทศ ก็ต้องดูว่าเข้าข่ายหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาแล้วเข้าข่ายถือว่าเป็น “ผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญาไทย ก็ต้องไปดูต่อว่าสามารถให้การเยียวยาได้หรือไม่ ซึ่งมันก็จะไปขึ้นอยู่กับ “ความผิดอาญา” เพราะในวิธีปฏิบัติสำหรับการพิจารณา จะต้องมีการรับเป็นเรื่องคดีอาญา/มีเลขคดีอาญาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ดังนั้น หากตำรวจรับแจ้งความและมีเลขคดีอาญา ก็จะเข้าเงื่อนไขในการพิจารณาเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาได้
ไร้มนุษยธรรม! กัมพูชายิงจรวดถล่ม รพ.พนมดงรัก อพยพผู้ป่วยวุ่น หลังเหตุปะทะใกล้ปราสาทตาเมือนธม
สำหรับขั้นตอนว่าต้องรอสำนวนแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าวไปถึงชั้นศาลก่อนหรือไม่ จึงจะมีการเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาได้นั้น ตนขอเรียนว่าไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล เพราะเรื่องนี้ชัดเจนว่าผู้เสียหายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และถ้าหากตำรวจมีการสรุปความเห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจน คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ประจำจังหวัดนั้น ๆ สามารถใช้ความเห็นของพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณาได้
ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาประจำจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมียุติธรรมจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยอื่นเกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุกรรมการ อาทิ ตำรวจ อัยการ แพทย์ ทนายความ ผู้แทนภาคประชาสังคม เป็นต้น ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ จะมีมติว่าเห็นสมควรจ่ายให้ทายาทของผู้เสียชีวิต/ผู้เสียหายรายใดบ้าง และรายละกี่บาท เพื่อจะได้ทำสรุปรายงานการประชุมแจ้งมายังส่วนกลาง (กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ) เพื่อทำเรื่องเบิกเงินช่วยเหลือต่อไป
นายธีรยุทธ เผยด้วยว่า สำหรับสิทธิการช่วยเหลือเยียวยา กรณีหากคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนฯ มีมติเห็นชอบตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 จะเป็นเงินจำนวนตั้งแต่ 110,000-200,000 บาท ดังนี้ ค่าตอบแทนกรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย 100,000 บาท กรณีเป็นเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญและเป็นที่สนใจของสาธารณชน, ค่าจัดการศพ 20,000 บาท, ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู 40,000 บาท กรณีบิดามารดายังมีชีวิต ค่าเสียหายอื่น 40,000 บาท กรณีเป็นเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญและเป็นที่สนใจของสาธารณชน ส่วนผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บ มีสิทธิได้รับการเยียวยา ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 40,000 บาท, ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ไม่เกิน 20,000 บาท, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ตามค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่จังหวัดที่ประกอบการงาน ไม่เกิน 1 ปี และค่าตอบแทนความเสียหายอื่น ๆ ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งนี้ ทั้ง 2 กรณีขึ้นอยู่กับการสรุปความเห็นเกี่ยวกับคดีของพนักงานสอบสวน และการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ประจำจังหวัดเป็นสำคัญ
นายธีรยุทธ ปิดท้ายว่า ตลอดห้วงเวลาภายหลังเกิดเหตุการณ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้สั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และยุติธรรมจังหวัด ลงพื้นที่ตามจังหวัดที่เกิดเหตุ พร้อมประสานกับทางจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์อพยพ เพื่อรับเรื่องและให้คำแนะนำทางกฎหมาย รวมถึงแจ้งสิทธิได้รับการพิจารณาเงินค่าช่วยเหลือเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559



