สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่า ข้อมูลจาก “โกลบอล แคนเซอร์ ออบเซอร์เวทอรี” (จีซีโอ) ที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ “แลนเซต” ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่ จะเพิ่มขึ้นจาก 870,000 คนต่อปี เป็น 1.52 ล้านคนต่อปี หากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป

แม้มะเร็งตับคือโรคที่พบบ่อยเป็นอันดับ 6 และเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ในอันดับ 3 ซึ่งงานศึกษาคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.37 ล้านคน ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม ทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศกล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับในสัดส่วน 60% สามารถหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตได้

อนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับ ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื้อไวรัสตับอักเสบ และการสะสมของไขมันในตับ ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคอ้วนที่เรียกว่า “โรคไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ” (เอ็มเอเอสแอลดี) หรือโรคไขมันพอกตับชนิดไม่เกิดจากแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ งานศึกษาที่เผยแพร่ในวันตับอักเสบโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ยังระบุว่า เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี คาดว่าจะยังคงเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งตับ ในปี 2593

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนกล่าวว่า งานศึกษาดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการระดับโลก ขณะที่บรรดาผู้สันทัดกรณีต่างเรียกร้องให้สร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนเพิ่มขึ้น เกี่ยวกับอันตรายที่สามารถป้องกันได้ของโรคมะเร็งตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตือนผู้ป่วยโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน เกี่ยวกับโรคไขมันพอกตับ ในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES