สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า นายทอม แอนดรูว์ส ผู้จัดทำรายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาของสหประชาชาติ กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ “น่าตกใจ” ของนโยบายของสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้คณะรัฐประหาร และผู้สนับสนุนของกองทัพเมียนมา “กล้าหาญมากขึ้น”
ทั้งนี้ ถือเป็นก้าวถอยหลังครั้งใหญ่ สำหรับความพยายามระหว่างประเทศในการช่วยชีวิตผู้คน ผ่านการจำกัดการเข้าถึงอาวุธของคณะรัฐประหาร ขณะที่การบ่อนทำลายความพยายามเหล่านี้ ด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร “ถือเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล”
As the Myanmar military junta attacks civilians with weapons of war, the US is lifting sanctions against those who are providing these weapons. This is unconscionable and a major step backward for efforts to save innocent lives. I strongly urge the US to change course.
— UN Special Rapporteur Tom Andrews (@RapporteurUn) July 30, 2025
เมื่อต้นเดือนนี้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้คำขู่ที่จะขึ้นภาษีศุลกากร ด้วยการยกย่องผู้นำสหรัฐ และสนับสนุนการปิดสื่อที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐ
แอนดรูว์สกล่าวว่า บริษัทที่ถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธ รวมถึงการเป็นตัวกลางในการจัดหาอาวุธ วัตถุดิบ และเสบียงของกองทัพ โดยถือเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ทรัมป์ได้ตระหนักถึงการเรียกร้องให้กองทัพทหารออกมาโจมตี และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
เขาเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรคณะรัฐประหารพิสูจน์แล้วว่า “ได้ผลจริง” เนื่องจากปริมาณยุทโธปกรณ์ที่สามารถนำเข้า ได้ลดลงกว่า 30% ระหว่างปี 2566-2567 ดังนั้น เขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลของทรัมป์พิจารณาทบทวนอีกครั้ง เนื่องจากเป็นเรื่องของ “ความเป็นความตาย” อย่างแท้จริง.
เครดิตภาพ : AFP



