เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน กลุ่มมวลชนคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย เคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐ ใกล้ทำเนียบรัฐบาล มุ่งหน้ามายังกองบัญชาการกองทัพบก โดยวัตถุประสงค์เพื่อไปให้กำลังใจทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้แคมเปญ “ส่งกำลังใจ รวมพลังแผ่นดิน จากแนวหลังสู่แนวหน้า” โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.นางเลิ้ง และสารวัตรทหารบก คอยอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบ สำหรับกลุ่มมวลชนในวันนี้ นำโดยแกนนำคนสำคัญ เช่น นายพิชิต ไชยมงคล และนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นต้น

ซึ่งกลุ่มมวลชนได้นำดอกกุหลาบ ธงชาติ และป้ายข้อความส่งกำลังใจให้กองทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในการต่อสู้ตามแนวชายแดน และประณามการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดหลักมนุษยธรรม รวมทั้งได้นำสิ่งของมามอบบริจาคให้กับทหารแนวหน้าตามชายแดน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารที่ให้พลังงาน เครื่องแต่งกาย ยากันยุง รวมทั้งแป้งแก้ผดผื่นตามร่างกาย โดยมี พล.ต.เกียรติศักดิ์ น้ำไชยศรี เลขานุการกองทัพบก เป็นตัวแทนกองทัพบก รับมอบสิ่งของบริจาคจากกลุ่มมวลชน

นอกจากนี้ บรรดาแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้กล่าวปราศรัย โดยเนื้อหาหลักเป็นการให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนที่เฝ้าปกป้องแผ่นดินไทย รวมทั้งกล่าวประณามการกระทำของกัมพูชา ที่โจมตีสถานที่พลเรือนและโรงพยาบาล อันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่ยังขาดประสิทธิภาพต่อการตอบสนองต่อเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนสำคัญของกลุ่ม กล่าวปราศรัยว่า เราทราบดีว่ากองทัพบก เป็นเจ้าภาพหลักของสมรภูมินี้ แต่ก็ยังมีกองทัพอากาศ กองทัพเรือ ตำรวจ ทหารพราน และเจ้าหน้าที่อีกหลายเหล่าทัพทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคประชาชนที่ต่างร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวในการทำหน้าที่ปกป้องประเทศ ที่พวกเรามาวันนี้ เพื่อเป็นการให้กำลังใจในฐานะแนวหลัง และฝากเน้นย้ำถึงผู้บัญชาการทหารบกว่า ประเทศไทยต้องไม่เสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว เพราะสถานการณ์ในวันนี้สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน ถ้าประเทศไทยเสียดินแดน ทหารต้องไปยึดดินแดนเหล่านั้นกลับมา

ขณะเดียวกัน ยังกล่าวโทษโจมตีรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ผิดพลาดไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชาที่ประเทศมาเลเซีย แต่ยังไม่ตรวจสอบยุทธภูมิทั้ง 11 จุด ที่ปะทะกับกัมพูชา โดยเฉพาะจุดปราสาทตาควาย ซึ่งสถานการณ์ขณะนั้นยังไม่พร้อมที่จะต้องเจรจา มองว่าเวลานั้นรัฐบาลไทยควรต้องรับทราบการข่าวของแต่ละยุทธภูมิและต้องรีบถอนการเจรจาออกมาก่อนเพื่อไม่ให้เสียเปรียบ ทว่ารัฐบาลไทยกลับยังเจรจาต่อไป จนส่งผลกระทบต่อยุทธภูมิบริเวณปราสาทตาควายตามที่ปรากฏข่าว รวมทั้งยังมองว่า รัฐบาลไทยหลงกลไปตกลงเจรจาที่เชื่อว่ามีประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงของประเทศที่ 3

ส่วนประเด็นเรื่องของโรงพยาบาลตามแนวชายแดน ที่ส่งผลกระทบกับคนกัมพูชาที่จะข้ามมารักษา ตนมองว่าถ้าเป็นคนกัมพูชาที่เป็นแรงงานหรือทำงานในประเทศไทย ก็มีสิทธิรักษาอยู่แล้ว เรายังยืนยันว่าเราจะไม่มีปัญหากับคนกัมพูชาในประเทศไทยด้วยกัน แต่ทำไมเราต้องยอมให้คนกัมพูชาที่ตอนนี้ยังอยู่ในประเทศพวกเขา ข้ามมารักษาในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ประเทศไทยปิดชายแดนแล้ว จึงมองว่าประเด็นดังกล่าว ไม่ควรมาถกเถียงเรื่องมนุษยธรรม เพราะยังไงก็คงไม่มีคนกัมพูชาข้ามมารักษาที่ประเทศไทยอยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.เกียรติศักดิ์ น้ำไชยศรี เลขานุการกองทัพบก ตัวแทนของกองทัพบก กล่าวขอบคุณกำลังใจจากพี่น้องประชาชน ซึ่งทางกองทัพบกก็จะทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติเต็มขีดความสามารถต่อไป

ต่อมาเวลา 09.40 น. กิจกรรมของกลุ่มมวลชนได้เสร็จสิ้นลง ก่อนจะเดินทางกลับไปรวมพลที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ส่วนบรรดาแกนนำกลุ่ม จะนัดประชุมและแถลงข่าวท่าทีการชุมนุมใหญ่ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยกำหนดแถลงข่าวในเวลา 12.00 น. ของวันนี้ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์