เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่อาคารหอประชุมใหญ่ (BTU Hall) มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ในการประชุมใหญ่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ประจำปี 2563 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวว่า ภาคภูมิใจที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ในช่วงเวลาที่จะต้องเตรียมการเลือกตั้งในครั้งหน้า ทั้งนี้ตนขอเป็นตัวแทนสมาชิกพรรคต้อนรับหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ทั้งนี้ความคิดที่เราจะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริงเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะการตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมีจำนวนมาก แต่พรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริงนั้นหายาก โดย 40 กว่าปี ที่ตนอยู่กับการเมือง หวังเห็นการเมืองที่ดีขึ้น แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คาด และเชื่อว่าตอนนี้คนไทยจำนวนมากหวั่นวิตกกับการเมือง เพราะภาพนักการเมืองตามข่าวต่างๆ ไม่เหมาะสม ดังนั้นถือโอกาสนี้เรียนถึงคนไทยที่วิตกกังวลเรื่องนี้ ควรเปลี่ยนพลังของความวิตกกังวลเป็นความสร้างสรรค์ มาสร้างพรรคการเมืองของประชาชน ที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประโยชน์ของพรรคหรือประโยชน์ของนักการเมือง ทั้งนี้ตอนนี้ตนอายุ 72 ปีแล้ว หวังว่าจะมีอายุถึง 80 ปี ดังนั้นตนตั้งใจที่จะอุทิศเวลาที่เหลือของชีวิตร่วมกับประชานสร้างพรรคการเมืองของประชาชน สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ หนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์และพร้อมอุทิศตัวทำงานการเมืองเพื่อประชาชน อย่างไรก็ตามคราวหน้าหากเราได้รับเลือกตั้ง 15-30 คน นอกจากนายเอนกจะได้กลับไปดำรงตำแหน่ง รมว.อว. นอกจากนั้นพรรคยังจะได้บริหารกระทรวงอื่นด้วย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ของรัฐบาลหลังจากนี้ว่า ตนยังเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ได้ ซึ่งตนยังคิดว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะอยู่ได้ครบเทอมครบวาระ โดยรัฐบาลยังมีภาระหน้าที่สำคัญที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจในครอบครัวของประชาชน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทายความรู้ความสามารถของคนเป็นนายกฯ ท้าทายความจริงใจของคนเป็นนายกฯว่าจะทุ่มเททำงานได้ขนาดไหน ตนคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์เหมาะในสถานการณ์นี้ เพราะอยู่ในตำแหน่งนายกฯ มาหลายปีแล้ว มีความสันทัดจัดเจน ที่รู้ว่าต้องผลักดันเรื่องอะไร จะต้องตัดสินใจอย่างไร เพื่อให้การแก้ปัญหาได้ผลและมีประสิทธิภาพ
“เราเปลี่ยนม้ากลางศึกคงไม่เหมาะ จะไปคิดว่าหาคนอื่นมาทำแทน ผมว่าก็รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เขาทำอยู่แล้ว ก็ให้เขาทำให้จบ คนที่คิดจะทำแทนก็แต่งตัวรอไว้ก่อน เลือกตั้งทั่วไปคราวหน้าค่อยมา อย่างไรก็ตามผมมองว่าการเป็นนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ มีปัญหามากขึ้น ต้องอดทน ต้องใช้ขันติธรรม ต้องอดทน” นายสุเทพกล่าว
นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ตนอยากฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งเขายังศรัทธาอยู่ ยังมั่นใจ ยังเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนรักชาติรักแผ่นดิน จงรักภักดีต่อสถาบันและมีความซื่อสัตย์สุจริต คุณสมบัติเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันของ พล.อ.ประยุทธ์ได้
เมื่อถามว่า ปัญหาในพรรคพลังประชารัฐจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้นายกฯต้องมีการประกาสยุบสภาหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าจะมีประโยชน์อะไรที่จะยุบสภาก่อนครบวาระ ซึ่งเรื่องที่รัฐบาลต้องทำคือการประชุมเอเปคที่ได้เริ่มแล้ว และจะมีการประชุมตลอดปี จำเป็นที่หัวหน้าคณะรัฐบาลของเราจะต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ไปเปลี่ยนกลางทาง ส่วนการแก้ปัญหาโควิด รัฐบาลทำมา 2 ปีกว่าแล้ว รัฐบาลก็ต้องทำให้จบทำให้สมบูรณ์ และทำให้คนไทยปลอดภัยให้ได้ รวมทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชน ก็ต้องดูแลให้ต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลได้ทำมาในระดับหนึ่งแล้วถ้าได้สานต่อไปก็ดีกว่าที่จะไปนับหนึ่งกันใหม่ด้วยคนใหม่ที่ไม่ได้ทำมากับมือ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้คนไทยกลุ่มใจมาก เพราะการเมืองก็เป็นอย่างนี้ลุ่มๆดอนๆ ธรรมชาติของพรรคการเมืองนักการเมืองก็มักจะเป็นแบบนี้
เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะมีการยื่นฟ้องคดีก่อสร้างโรงพักทดแทนต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 30 พ.ย. นี้ ว่า ตนพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบ วันนี้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งการที่นำขึ้นศาลเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตน เพราะจะได้พิสูจน์ ไม่อย่างนั้นก็จะถูกกล่าวหาไปเรื่อยๆ ซึ่งตนไม่กังวลเพราะไม่ได้ทำทุจริต ในชีวิตไม่ได้โกงชาติโกงแผ่นดิน โกงงบประมาณ จึงไม่น่ากลัว และในการพิจารณาสั่งงานอะไรไปตนมีหลักฐานที่เก็บรวบรวมไว้



